xs
xsm
sm
md
lg

SCB คาด ศก. ไทย ปี 61 โต 4% จากส่งออก-ท่องเที่ยว ขณะที่เอกชนเริ่มกลับมาลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


SCB คาดเศรษฐกิจไทยปี 61 โต 4% จากแรงหนุนหลักภาคส่งออก-ท่องเที่ยว ขณะที่เอกชนเริ่มกลับมาลงทุน

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า อีไอซี มองเศรษฐกิจไทยปี 61 โต 4% เท่ากับปี 60 โดยมีแรงหนุนเสริมด้วยการลงทุนภาคเอกชนที่กำลังจะกลับมา อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การส่งออก และการท่องเที่ยวไทย มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนของไทยมีโอกาสกลับมาขยายตัวตามการผลิตเพื่อการส่งออกที่มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นติดต่อกันมาหลายเดือน โดยคาดว่า ภาคส่งออกของไทยในปี 60 จะเติบโต 10% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 5%

นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณสนับสนุนอื่น ๆ อีก ได้แก่ การขยายสาขาของกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ การเริ่มกลับมาเปิดโครงการของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวอีกเท่าตัว และการลงทุนในเทคโนโลยีของบริษัทใหญ่ เพื่อปรับธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล อีกทั้งธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีความคึกคักอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มนำไปสู่การลงทุนในหลายด้าน ทั้งในด้านการขนส่ง โกดังสินค้า และการรองรับเทคโนโลยีการชำระเงินออนไลน์

นายพชรพจน์ กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยปี 61 เติบโตได้สูงกว่าคาด คือ การลงทุนของบริษัทต่างชาติในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ขณะที่ตลาดผู้บริโภคมีแนวโน้มดีขึ้นเพียงบางกลุ่ม การบริโภคภาคเอกชนในภาพรวมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน แต่เป็นการพึ่งพากำลังซื้อของคนบางกลุ่มที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้สูง และกลุ่มผู้ซื้อรถคันแรกที่ทยอยหมดภาระการผ่อน ซึ่งจะช่วยให้สินค้าและบริการที่เจาะกลุ่มชนชั้นกลาง ยังคงขยายตัวได้

นอกจากนี้ การผ่านพ้นช่วงไว้อาลัย ก็จะทำให้กิจกรรมต่าง ๆ กลับมาดำเนินการตามปกติ เช่น การจัดงานรื่นเริง กิจกรรม และสื่อด้านความบันเทิง รวมไปถึงการท่องเที่ยวทั้งของคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ยังคงได้รับผลกระทบจากทั้งการจ้างงานและค่าจ้างที่ลดลงในปีที่ผ่านมา รวมถึงภาระหนี้ต่อรายได้ที่ยังสูง และเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการบริโภค

ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญในการชี้วัดความสามารถการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่อีไอซี ให้ความสำคัญในปีนี้ คือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าในปี 61 จะเริ่มเห็นภาคเอกชนกลับมาลงทุนมากขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตาม และทำให้ภาคเอกชนจะต้องมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการซื้อที่มีแนวโน้มที่ดี

ขณะเดียวกัน ยังมีการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจ เพื่อให้สอดรับกับการเป็น Digital Economy ของประเทศไทย อีกทั้งการลงทุนในโครงการ EEC ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ ทำให้จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยเร่งการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตขึ้น

ขณะที่การลงทุนภาครัฐในปีนี้ คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่ใช้ไป 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งการใช้เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยชี้วัดที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และมีผลบวกต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากภาครัฐใช้เม็ดเงินลงทุนตามที่อีไอซี ประเมินไว้ จะมีผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเติบโต 0.4% ซึ่งรวมอยู่ในประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้โต 4%

อย่างไรก็ตาม อีไอซี ประเมินว่ามี 4 ความเสี่ยงหลักในปี 61 โดยความเสี่ยงแรก คือ ราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จากผลผลิตที่ออกมามากจะกระทบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ เป็นการส่งผลซ้ำเติมต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ได้ฟื้นตัว ความเสี่ยงที่สอง คือ การแข็งค่าของเงินบาทที่จะกระทบกับรายได้ในรูปเงินบาท และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก ความเสี่ยงที่สาม คือ การขาดแคลนแรงงาน ทั้งแรงงานต่างด้าว และแรงงานทักษะขั้นสูง ซึ่งความเสี่ยงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของการลงทุนสะดุดลงได้ และความเสี่ยงสุดท้าย คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีโอกาสส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ อาทิ ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลี ความไม่แน่นอนทางการเมืองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองของหลายประเทศในสหภาพยุโรป

“ความเสี่ยงหลักในปี 61 มองว่าเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากผลผลิตที่ออกมามาก จะกระทบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ เป็นการส่งผลซ้ำเติมต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ได้ฟื้นตัว การขาดแคลนแรงงานทั้งแรงงานต่างด้าว และแรงงานทักษะขั้นสูง ซึ่งความเสี่ยงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของการลงทุนสะดุดลงได้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีโอกาสส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ และสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจะเริ่มลดน้อยลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ เริ่มลดการอัดฉีดเม็ดเงิน และปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีอาจจะปรับตัวลงได้”

ด้านสภาวะทางการเงินของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะตึงตัวมากขึ้น ในระยะข้างหน้าสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจะเริ่มลดน้อยลงจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความสั่นคลอนในประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานของสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ รวมทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยที่ได้ปรับตัวขึ้นมาสูงในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมยังถือว่ามีความเสี่ยงไม่มาก ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมาก และสถานะการเงินของบริษัทใหญ่ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีความเป็นไปได้ที่จะยังอยู่ในระดับเดิมที่ 1.50% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ทั่วถึง และแรงกดดันจากเงินเฟ้อก็ยังมีไม่มากนัก ในด้านค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ในช่วง 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 61

นายพชรพจน์ เชื่อว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ภาคเอกชนมีการปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเห็นแนวโน้มเงินบาทแข็งค่ามาต่อเนื่อง แต่สิ่งที่กังวลจะเป็นผลกระทบต่อการกำหนดราคาส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา และข้าว เนื่องจากหากเทียบเงินบาทกับเงินดองของเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งที่มีการส่งออกสินค้าคล้ายคลึงกับประเทศไทย จะเห็นว่า เงินบาทแข็งค่าถึง 10% และหากเทียบกับเงินหยวนของจีน เงินบาทแข็งค่า 5% ทำให้ความสามารถในการกำหนดราคาสินค้าเกษตรของผู้ส่งออกไทยลดลง แต่มองว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะไม่กระทบต่อตัวเลขการส่งออกปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดี และมีความต้องการสินค้าจากต่างประเทศในระดับสูง

“แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าจะทรงตัวที่ 1.5% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตไม่ทั่วถึง ประกอบกับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมัน และราคาสินค้า โดยคาดว่า เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 1.1% อีกทั้งมองว่า ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังไม่รีบเร่งการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด รวมถึงการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้มองว่า ธปท. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมต่อไปในปีนี้” นายพชรพจน์ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...