บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น IEC รายงานผลการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนมาสดๆร้อนๆ แม้ระดมเงินไม่ได้ตามเป้า แต่มีผู้ถือหุ้นร่วมลงขันมาไม่น้อยเหมือนกัน
หุ้นใหม่ที่ IEC นำมาเสนอขายผู้ถือหุ้นเดิมมีจำนวนทั้งสิ้น 203,591.50 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 1 สตางค์ จัดสรรในสัดส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 1.15 สตางค์ โดยผู้ถือหุ้นเดิมจองซื้อทั้งสิ้น 136,224.71 ล้านหุ้น ระดมเงินได้ทั้งสิ้น 1,702.80 ล้านบาท และมีหุ้นที่เสนอขาย 67,366.78 ล้านหุ้น
เงินที่ระดมจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ รวมเงินชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 30 ล้านบาทของบริษัท อกริเพียว โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น APURE ซึ่ง นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นใหญ่เข้าไปด้วย
ก่อนหน้าที่จะเรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เคยทักท้วงคณะกรรมการ IEC แล้ว โดย ขอให้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่เลื่อนการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 23 - 29 พฤศจิกายน 2560 เนื่องจากบริษัท ฯ ยังไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้
แต่ฝ่ายบริหาร IEC ยืนยันว่า ผู้ถือหุ้นมีมติกำหนดวันชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนแล้ว จึงต้องดำเนินการตามมติ แต่เงินที่ได้รับการชนะจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน คณะกรรมการบริษัทฯจะเก็บรักษาไว้ และพร้อมจะคืนผู้ถือหุ้นที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนเข้ามา ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ พร้อมดอกเบี้ย 1.4%ต่อปี
หุ้น IEC ถูกขึ้นเครื่องหมายเอสพี พักการซื้อขายตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 เนื่องจากไม่ส่งงบการเงินงวดสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด โดยราคาปิดครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 2 สตางค์
การควักเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน IEC จึงมีความเสี่ยงหลายด้าน เพราะไม่รู้ว่า นายทะเบียนหุ้นจะรับจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือไม่ เพราะมีผู้ถือหุ้นบางกลุ่มร้องคัดค้านการเพิ่มทุนอยู่ ส่วนหุ้นจะได้รับการอนุมัติให้กลับมาซื้อขายเมื่อใด ไม่อาจคาดหมายได้
ขณะที่ ฐานะการและการดำเนินงานของบริษัทที่แท้จริง ไม่มีใครรู้ เพราะบริษัทไม่ได้ส่งงบการเงินติดต่อกัน 6 ไตรมาสแล้ว และผลประกอบการยังขาดทุน
นอกจากนั้น ยังมีข่าวการยักยอก ผ่องถ่ายเงินจาก IEC จำนวนกว่า 200 ล้านบาท โดย กลุ่มนายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตผู้บริหารบริษัท พร้อมพวกรวม 25 คน
แผนการระดมทุนของ IEC ครั้งนี้ น่าจะล้มไม่เป็นท่า แต่ปรากฏว่า หุ้นใหม่สามารถเสนอขายได้มากกว่า 60% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
การใช้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิม จองซื้อหุ้นเกินสัดส่วนของบริษัท APURE ในวงเงิน 30 ล้านบาท เป็นเรื่องที่พอทำความเข้าใจได้ เพราะนายโกมล ถือหุ้นใหญ่ใน APURE เป็นบิดานายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการIEC
แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ยอมควักเงิน ถมใส่เข้าไปในหุ้น IEC อีก เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะไม่มีใครรู้ฐานะล่าสุดของบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ และไม่รู้ว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร
การไม่ส่งงบการเงิน 6 ไตรมาสติดต่อ สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการภายในมีปัญหา หรือการแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะทางการเงินมีปัญหา คณะกรรมการ IEC จึงไม่นำงบการเงินเผยแพร่สู่สาธารณชน
หุ้นตัวนี้จึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนเกือบ 40% ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด ตัดสินใจสละสิทธิ์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
ส่วนผู้ถือหุ้นอีกกว่า 60% ที่ร่วมควักเงินลงขันกับกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ต้องยอมรับในความใจกล้า เพราะไม่รู้ว่า เงินที่ถมใส่เข้าไปใน IEC จึงเกิดความเสียหายซ้ำรอยอีกหรือไม่
เพราะนักลงทุนที่ “ติด” หุ้น IEC ขาดทุนกันถ้วนหน้า บางคนเจ็บจนเข็ด แต่บางคน อยู่ในภาวะ “เลือดเข้าตา” และใส่เงินเข้าไปสู้ “ยิบตา” กับ IEC
อนาคต IEC เป็นอย่างไร ผู้ถือหุ้นจะลืมตาอ้าปากได้บ้างหรือไม่ ความหวังฝากไว้กับกลุ่ม "จึงรุ่งเรืองกิจ" เท่านั้น


