xs
sm
md
lg

โนมูระฯ มองตลาดหุ้นไทยจากนี้แกว่งตัวขึ้น ลุ้นทดสอบ 1,700 จุดใน Q4/60

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


CNS มองตลาดหุ้นไทยจากนี้แกว่งตัวขึ้น ลุ้นทดสอบ 1,700 จุดใน Q4/60 ขานรับ ศก. ไทยฟื้นตัว และงบฯ บจ. โดดเด่น

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. โนมูระ พัฒนสิน (CNS) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจากนี้จะแกว่งตัวขึ้นหลังจากซีมซับปัจจัยลบจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2/60 ไปหมดแล้ว โดยภาพรวมกำไร บจ. อยู่ที่ 2.25 แสนล้านบาท แม้จะชะลอตัว 22.7% จากช่วงไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าไม่ได้ต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยกำไรที่หดตัวดังกล่าวเกิดจากผลขาดทุนของสต๊อกกลุ่มพลังงาน ซึ่งสวนทางกับช่วงไตรมาส 1/60 ที่ได้ผลบวกจากส่วนนี้หนุน

ทั้งนี้ มองว่า แนวโน้มไตรมาส 3/60 แนวโน้มผลประกอบการจะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2/60 และช่วงไตรมาส 3/59 ทั้งในกลุ่มของพลังงาน ที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมัน กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ค่าการกลั่น และสเปรดปิโตรเคมีที่ดีกว่าคาด อีกทั้งกลุ่มภายในประเทศกำลังมีภาพเชิงบวกมากขึ้น จากกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศ ได้อานิสงส์บวกจากการเติบโตเมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำในช่วงที่ผ่านมา และราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวหนุน

ขณะเดียวกัน การเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐฯ ที่หนุน Sentiment เชิงบวกมากขึ้นจากงานประมูลที่เร่งตัวขึ้น และงานก่อสร้างที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4/60 จะช่วยหนุนกลุ่มที่อิงกับภาคการลงทุนเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เริ่มเห็นกระแสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาในตลาดหุ้นที่ยัง Laggard โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้ได้เห็นการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีน และเริ่มมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนดัชนี SET ยัง Outperform ต่อเนื่อง และใกล้เป้าหมายดัชนีที่คาดไว้ 1,654 จุด ซึ่งหากผ่านจุดนี้ไปคงต้องดูแนวต้านใหม่ที่ 1,670-1,675 จุด จากนั้น ต้องระมัดระวังการปรับฐาน และยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ย. นี้

ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวในช่วงไตรมาส 4 มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,700 จุดได้ และมีแนวรับที่ 1,630-1,640 จุด โดยการปรับขึ้นของดัชนีจะได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มองว่ามีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าอีก ซึ่งเมื่อเทียบย้อนหลัง 10 ปี ต่างชาติจะถือหุ้นไทยอยู่ในสัดส่วน 32.8% ซึ่งปัจจุบัน ต่างชาติถือหุ้นไทยอยู่ในสัดส่วน 31.7% ซึ่งหากจะขึ้นไปถึงสัดส่วนเดิมต้องมีเงินทุนไหลเข้าอีกถึง 1.5 แสนล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหากดัชนีเข้าใกล้ 1,650 จุด บวก/ลบ ให้ลดน้ำหนักหุ้นลงบางส่วนจาก 70% เหลือ 60-65% โดยเข้าลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เป็นหลัก แนะนำ IVL, IRPC และ PTT ส่วนกลุ่มที่รับประโยชน์จากการฟื้นตัวในประเทศในระยะกลางถึงยาว คือ กลุ่ม ICT กลุ่มปันผลสูงและผลประกอบการไตรมาส 3 ฟื้นตัว ได้แก่ ADVANC และ INTUCH กลุ่มธนาคาร KBANK, SCB และ KTB กลุ่มรับเหมาและนิคมอุตสาหกรรม ITD, CK, AMATA และ ROJNA กลุ่มค้าปลีก ROBINS, CPALL และ HMPRO กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากช่วงไฮซีซัน BDMS, IVL, ITD, AMATA, BWG และ PSTC
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...