xs
xsm
sm
md
lg

ทรีนีตี้ ชี้ Q2 ฟันด์โฟลว์เข้าดันดัชนีทะลุ 1,600 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บล.ทรีนีตี้ ประเมินไตรมาส 2 หุ้นไทยทะยานแตะ 1,620-1,640 จุด เหตุเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่หลังไม่มั่นใจนโยบายทรัมป์กดค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ พ.ย.59 ย้อนสถิติตั้งแต่ปี 2000 พบไตรมาส 2 ให้ผลตอบแทนสูงสุดกว่าทุกไตรมาส แนะถือหุ้นรอขายปลายมิถุนายน

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 2 นี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะในระดับ 1,620-1,640 จุด ได้ จากความกังวลในการบังคับใช้นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายหลังรัฐสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายประกันสุขภาพใหม่หรืออเมริกันเฮลธ์แคร์ได้ ทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจาก 2.5% มาอยู่ที่ราว 2.38%

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้อ่อนค่าสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ซึ่งจะทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดที่พัฒนาแล้ว และโยกเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย เรียกได้ว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM equity market) กำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ เช่น ค่าเงิน Rand ของแอฟริกาใต้ และค่าเงิน Real ของบราซิล

โดยตลาดพันธบัตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรไทยรุ่นอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.8%

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั้น ในช่วงสั้น 1-2 เดือน คาดว่า จะพักฐาน แต่ตลาดหุ้นไทยจะมีโอกาสปรับตัวบวกได้ดีกว่าสหรัฐฯ แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะยังคงผลักดันการปฏิรูปภาษี ซึ่งครอบคลุมทั้งภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดาโดยภาษีนิติบุคคลอาจจะลดลงมาที่ 20% จาก 35% คาดว่าสามารถเข้าสู่สภาคองเกรสในเดือนสิงหาคมเป็นอย่างเร็วหรือเดือนตุลาคม เป็นอย่างช้า และเมื่อนำดัชนีหุ้นไทยมาเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สามารถบ่งชี้ได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสปรับขึ้นอีก (upside) 6% ซึ่งก็จะอยู่ในระดับ 1620-1640 จุด
 
“เป็นมุมมองที่อาจจะขัดแย้งความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ เพราะหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป อาจจะไม่ดี แต่เมื่อเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ นักลงทุนก็กล้าที่จะเข้าลงทุน และสามารถยอมรับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ และจากสถิตินับตั้งแต่ปี 2000 พบว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนในไตรมาส 2 สูงกว่าทุกไตรมาส โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.8% ไม่นับรวมเงินปันผล รองลงมา คือ ไตรมาส 1 ให้ผลตอบแทน 2.9% ไตรมาส 4 ให้ผลตอบแทน 2.4% และไตรมาส 3 ให้ผลตอบแทน 0.7% โดยเป็นไตรมาสที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว
 
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 นั้น ยังคงถือหุ้นได้ต่อเนื่อง ซึ่งตลาดจะแกว่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยบวก คือ การที่ตลาดได้คาดการณ์โอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เป็น 1.25-1.50% ในปี 2017 ไปเรียบร้อยแล้ว ราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่ยังถูกกว่าตลาดพัฒนาแล้ว 30% และการประชุมของโอเปก วันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งมีโอกาสที่โอเปก และรัสเซีย ที่จะเดินหน้าลดกำลังการผลิตต่อไป รวมไปถึงปัจจัยบวกในประเทศ คือ การฟื้นตัวของรายได้เกษตรกร และการผลิตรถยนต์ และการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยดีขึ้นหลังประกาศงบไตรมาส 1 ส่วนปัจจัยลบให้จับตาปัญหาชายแดนสหรัฐฯ และภาษีต่างๆ

ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย (outperform) จากการที่ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วง backwardation หรือช่วงที่บริษัทจะได้กำไรจากปรับสัญญาซื้อขายน้ำมัน ด้วยการปิดสัญญาตัวใกล้ที่ราคาสูง และเปิดสัญญาตัวใหม่ที่ราคาถูกลง นอกจากนี้ ยังแนะนำเลือกซื้อหุ้นปันผลดี ราคาประเมินยังถูก มีการเติบโต และกลุ่ม Turnaround แต่ต้องระมัดระวังไตรมาส 3 ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงตลาดหมี ดังนั้น จึงแนะนำให้ขายหุ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

ส่วนช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นปรากฏการณ์นโยบายดอกเบี้ยที่มีความตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางของหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางจีน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็จะหยุดการใส่เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ (QE) ในไตรมาส 4 และจะต้องระมัดระวังตัวเลขที่ลดลงในงบดุลธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ค่าเงินสหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าขึ้นมาก รวมไปถึงการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งใน 12 เดือนข้างหน้า ของธนาคารกลางสหรัฐ และการออกกฎหมายการเก็บภาษีเพื่อผลักดันแรงงานต่างด้าว (Repatriation Tax) ที่จะส่งผลให้เงินไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ มากขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...