“ซี.ไอ. กรุ๊ป” กางโรดแมป จัดทัพธุรกิจหลักขยายลงทุนธุรกิจใหม่ ดันธุรกิจดาวรุ่งใหม่ “สยามเรลเวย์” ให้บริการศูนย์ซ่อมรถไฟมาตรฐานครบวงจรแห่งแรกของไทย คาดรับรู้รายได้อีก 3 ปี วางเป้ารายได้โตเท่าตัวในปี 2562
นายอารีย์ พุ่มเสนาะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซี.ไอ. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (CIG) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ และการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มดี จะทำให้ CIG โตเท่าตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยวางเป้าหมายรายได้รวมจากธุรกิจหลัก และธุรกิจใหม่ไว้ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วงปี 2559 ที่ผ่านมา
“ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าจากการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ในธุรกิจหลักให้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งให้แข่งขันได้ดีขึ้น และการขยายการลงทุนผ่านการจัดตั้งธุรกิจใหม่ทีมีอนาคตจะส่งผลให้ ซี.ไอ.กรุ๊ปฯ ขยายตัวตามเป้าหมาย คือ จะโตอย่างน้อยเท่าตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า”
ส่วนในการวางเป้าหมายรายได้รวมในปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 50% จากปี 2559 ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ประมาณหนึ่งพันล้านบาท โดยจะมาจากธุรกิจหลักประมาณ 1,000 ล้านบาท ธุรกิจใหม่ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย รายได้ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายผนังฉนวนกันความร้อน Kingspan ประมาณ 150 ล้านบาท จากรายได้จากธุรกิจจำหน่ายเอธานอล จำนวน 50 ล้านบาท ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนธุรกิจศูนย์ซ่อมรถไฟฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการลงทุนยังไม่มีรายได้ แต่จะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจของผู้ถือหุ้น และการลงทุน การขยายการลงทุนใหม่ใน 2 ธุรกิจในเครือ คือ บริษัทสยามเรลเวย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัทฟ้าขวัญทิพย์ จำกัด จะคำนึงถึงการลงทุนในธุรกิจที่มีอัตราการคืนทุนเร็ว โดยวางเป้าหมายให้ทั้งสองธุรกิจจะมีการคืนทุนภายใน 5 ปีหลังจากการเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับการจัดตั้งบริษัทสยามเรลเวย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ วงเงินลงทุน และแนวทางระดมทุนที่เหมาะสมในการขยายการลงทุนใหม่ครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะคาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายในการรักษาสัดส่วนที่หนี้สินต่อทุนของบริษัทให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.41
ส่วนของธุรกิจหลักในการผลิต และจำหน่ายคอยล์ จะเพิ่มสัดส่วนการทำกำไรให้เพิ่มขึ้นในธุรกิจหลักด้วยการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีความครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่ระบบทำความเย็น ระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ ระบบประหยัดพลังงาน และระบบผนัง และหลังคาฉนวนกันความร้อน เพื่อมุ่งสู่ตลาด Green Building และรองรับกลุ่มลูกค้า ที่จะต้องเข้าสู่การดำเนินการตามการบังคับใช้กฎหมาย และหลักเกณฑ์ที่จะบังคับใช้ในมาตรฐานการก่อสร้างที่มีแนวโน้มเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่การจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มดี และมีความโดดเด่น ได้แก่ การจัดตั้งบริษัทสยามเรลเวย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อรองรับการทำธุรกิจศูนย์ซ่อมรถไฟมาตรฐานครบวงจรแห่งแรกของประเทศ ตั้งแต่การซ่อมบำรุงหัวรถจักร เครื่องยนต์ โบกี้ผู้โดยสาร และรถขนส่งสินค้าทุกประเภท โดยมีเป้าหมายเข้าเสนอให้บริการกับการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจปูนซีเมนต์ เนื่องด้วยทราบว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่จะควบคุมต้นทุนในการบริหารงานเพื่อลดภาระการขาดทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทั้งแก่ประชาชน และภาคเอกชน ดังจะเห็นได้จากการอนุมัติให้ทำการจัดหาหัวรถจักรใหม่จำนวน 50 คัน โดยวิธีการเช่าเป็นระยะเวลา 15 ปี ส่วนภาคเอกชนก็มีความต้องการใช้บริการขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบต่างๆ ทางรางเพิ่มมากขึ้น เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่ำกว่าทางรถยนต์ จึงต้องการได้รับการบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรงเวลา จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บมจ.ซี.ไอ.กรุ๊ป ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจนี้
ด้าน นางสาวรัตนกมล พุ่มเสนาะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.ไอ. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายรายได้ในปี 2560 ทางบริษัทฯวางเป้าหมายรวมไว้ที่ 1,500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 50% จากปี 2559 ซึ่งมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากการวางเป้าหมายรายได้จากการผลิต และจำหน่ายคอยล์ ระบบการปรับอากาศ และระบบการควบคุมคุณภาพอากาศในอาคารขนาดใหญ่ จำนวน 1,000 ล้านบาท และการลงทุนในธุรกิจใหม่ได้แก่การจำหน่าย ผนังฉนวนสำเร็จรูปในปี 2560 มีรายได้ประมาณ 150 ล้านบาท ธุรกิจการผลิต และจำหน่ายเอธานอลมีรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังได้ทำการขายสิทธิในการเช่า และดำเนินการกิจการโรงแรมของ บริษัทในเครือ คือ บริษัท เดอ ละไม จำกัด ที่บริหารจัดการโรงแรม 2 แห่งที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ส่งผลให้ลดภาระต้นทุนบริษัทแม่ลงได้ถึงปีละ 19 ล้านบาท และจะมีรายได้จากการขายสิทธิเข้ามาอีกปีละประมาณ 20 ล้านบาท ส่งให้บริษัทมีฐานะการเงินดีขึ้นเกือบ 40 ล้านบาทต่อปี รวมถึงบริษัท เดอ ละไม จำกัด จะสร้างรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มอีกประมาณ 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในระยะ 3-5 ปี บริษัทฯ วางเป้าหมายการขยายตัวของรายได้ปีละเฉลี่ยประมาณ 50% และเป็นไปในลักษณะทยอยเพิ่มขึ้น และปรับตัวขึ้นเท่าตัวในปี 2562 หลังจากที่เริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจสยามเรลเวย์ฯ ภายหลังก่อสร้างเสร็จในปี 2561
ในส่วนของนายเศกบุษย์ บัวดวง กรรมการบริหาร บริษัทสยามเรลเวย์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ความคืบหน้าในการดำเนินงานของบริษัท สยามเรลเวย์ฯ ณ ขณะนี้บริษัทฯ ได้จัดหาที่ดินสำหรับดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เป็นพื้นที่มีขนาดเนื้อที่ 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ติดกับสถานีรถไฟบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งจุดนี้มีความเหมาะสมที่จะสร้างศูนย์ซ่อมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ และเป็นเส้นทางรถไฟในสายหลัก (ตะวันออก) ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นรางคู่ (กำลังก่อสร้าง) และอยู่ในพื้นที่ส่งเสริมพิเศษระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ของรัฐบาลที่เพิ่งประกาศออกมาอย่างชัดเจน ทำให้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนการลงทุนจาก BOI และได้รับมาตรการพิเศษทางภาษีฯ และตามที่การรถไฟกำลังทำประชาพิจารณ์ขอบเขตการดำเนินงาน(TOR) โครงการเช่ารถจักรดีเซลไฟฟ้าเพื่อการขนส่งของการรถไฟฯ ( Diesel Electric Locomotive) จำนวน 50 คัน พร้อมการบำรุงรักษาโดยวิธีการเช่า ระยะเวลาเช่า 15 ปี นั้น ในสาระสำคัญของ TOR กำหนดให้ผู้เข้าเสนอราคา จัดหาโรงซ่อมบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถจักรของตนเอง เพื่อให้รถจักรนั้นมีคุณภาพสมบูรณ์พร้อมให้บริการตลอดอายุสัญญาเช่า ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ที่เสนอราคาในโครงการนี้จำเป็นต้องมีศูนย์ซ่อมบำรุงของตนเอง หรือมีศูนย์ซ่อมที่มีมาตรฐานเป็นพันธมิตรร่วมด้วย ในโครงการนี้ ทางบริษัท สยามเรลเวย์ ฯ มีความพร้อม และยินดีที่จะเป็นส่วนที่ดูแลรับผิดชอบการซ่อมบำรุงให้กับผู้เสนอราคาทุกรายที่สนใจ คาดว่าโครงการนี้จะมีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างภายในกลางปี 2560 คาดว่าจะส่งมอบรถจักรครบพร้อมให้บริการต้นปี 2563 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ศูนย์ซ่อมรถไฟนี้ประกอบด้วย โรงซ่อม 2 โรง รวม 13 รางซ่อม ขนาด 13 รางซ่อม สามารถรองรับการซ่อมบำรุงได้พร้อมกันคราวละไม่น้อยกว่า 60 คัน ใช้เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศ มีการเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ ทั้งจากอดีตวิศวกร และนายช่างจากการรถไฟ และช่างฝีมือทุกแขนงครบวงจร เพื่อให้การบริการที่มีคุณภาพ เป็นมาตรฐานสากล และตรงต่อเวลาด้วยความรวดเร็ว อันเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการไว้วางใจของผู้ใช้บริการทั้งภาครัฐ และเอกชน และก่อสร้างแล้วเสร็จได้ภายใน 18 เดือน พร้อมเปิดบริการปลายปี 2561 ทำให้สามารถรับรู้รายได้ในราวปี 2562 เป็นต้นไป


