xs
xsm
sm
md
lg

อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทคหวังปีนี้โตระดับ 10-12%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ECF เตรียมรับรู้รายได้ธุรกิจพลังงานทดแทน โซลาร์ฟาร์ม ECF-Tornado Energy GK ประเทศญี่ปุ่น เดินเครื่องผลิตอย่างเป็นทางการ ขณะที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์รุกตลาดใน และนอกประเทศเต็มสูบ เพิ่มช่องทางจำหน่ายทุกรูปแบบ ปักธงรายได้ธุรกิจหลักโต 10-12% ส่วนร้านค้าปลีก 100 เยน Can Do เล็งเปิดสาขาบุกห้างดังอีก 10 แห่ง

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของธุรกิจด้านพลังงานทดแทน ซึ่งลงทุนโดยบริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ (ECFH) บริษัทย่อยของ ECF โดยระบุว่า บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ECF-Tornado Energy GK ณ เมืองฮิเมะจิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ภายในปีนี้ หลังจากเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 58 ที่ผ่านมา และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ก.พ.59 โดยมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1.5 เมกะวัตต์ ซึ่ง ECFH เข้าถือหุ้น 51% และญี่ปุ่น 49%

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแผนเข้าลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม หากมีโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี และคุ้มค่าต่อการลงทุน บริษัทก็สนใจที่จะเข้าลงทุนเช่นกัน ส่วนการร่วมลงทุนกับบริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เพื่อดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้าชีวมวล หากรัฐบาลเปิดให้มีการประมูลรับคัดเลือก และอนุญาตเป็นผู้เสนอขายไฟฟ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริษัทก็พร้อมที่จะร่วมประมูล

ขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ซึ่งมีแผนจะดำเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ GUNKUL โดย ECF ถือหุ้นในสัดส่วน 74.99% และ GUNKUL 25.01% นั้น อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากภาครัฐบาลถึงเงื่อนไขหลักเกณฑ์การเปิดให้เข้าร่วมประมูลสัญญาซื้อขายไฟ

นายอารักษ์ กล่าวต่อไปถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างน้อย 10-12% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท มุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศ เบื้องต้นวางแผนขยายตลาดในประเทศโดยขยายสาขาภายใต้แบรนด์ ELEGA จำนวน 7 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่แล้ว 16 สาขา และวางแผนเปิดสาขาร้าน FINNA HOUSE จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ DISNEY เพิ่มขึ้น 3 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 3 สาขา ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีโอกาสสร้างการเติบโตของยอดขายจากออเดอร์ที่มากขึ้น และการแผนขยายสาขาของลูกค้ากลุ่มโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี โลตัส โฮมโปร เมกาโฮม และดูโฮม

สำหรับตลาดต่างประเทศถือว่ามีสัญญาณการเติบโตที่ดี โดยญี่ปุ่น เป็นลูกค้าหลักของบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังคงได้รับออเดอร์จากลูกค้าญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกันนี้ บริษัทจะขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ พร้อมการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างยอดการขายเฟอร์นิเจอร์ให้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าต่างประเทศ 57% ภายในประเทศ 43% โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนกว่า 48% ของรายได้จากการส่งออก

ส่วนธุรกิจร้านค้าปลีกรูปแบบร้าน 100 เยน (60 บาท) “Can Do” จากประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้ได้เปิดสาขาไปแล้ว จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และเดอะ พาซิโอ พาร์ค กาญจนาภิเษก ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก 10 สาขา เน้นการเปิดในห้างสรรพสินค้าชั้นนำเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายของร้านได้อย่างหลากหลาย โดยตั้งเป้าหมายรายได้จาก Can Do ในปี 59 ไว้ที่สัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
กำลังโหลดความคิดเห็น