กลุ่มฟิโก้กรุ๊ป เล็งลงทุนโรงแรมในประเทศเพื่อนบ้าน ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา ปลายปีหน้า ระบุแนวโน้มการท่องเที่ยวโต คู่แข่งน้อย เผยโรงแรมตามเมืองท่องเที่ยวไทยมีจำนวนมาก ส่วนแผนปีนี้ลงทุนผุดโรงแรม 3 แห่งในกทม. ล่าสุดส้มหล่นซิตี้แบงก์ย้ายสำนักงานเช่าพื้นที่อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 แยกอโศก 25,000 ตร.ม.
นายธนากร เอื้อทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลงทุน บริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ( ธุรกิจในตระกูลศรีชวาลา) ในเครือ ฟิโก้ กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีความสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ,กัมพูชา และลาว โดยเน้นการลงทุนด้านโรงแรมตามเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่จำนวนห้องพักของโรงแรม มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว ดังนั้นหากเข้าไปลงทุนใสตลาดนี้น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในช่วงปลายปลายปี และคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ในปลายปีหน้า ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เข้าไปลงทุนทันที เนื่องจากมองว่า ระบบสาธารณูปโภคในประเทศดังกล่าวยังไม่ดีพอ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคพร้อมจะทำให้ลงทุนแพงขึ้น แต่เชื่อว่าคุ้มค่ากว่า
ส่วนนโยบายในการลงทุนนั้น จะให้ความสำคัญของทำเลมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาถึงศักยภาพของที่ดินแปลงนั้นว่าจะลงทุนอะไรที่ให้ความคุ้มค่า และมอบหมายให้บริษัทลูกที่เหมาะสมเข้าไปดำเนินการ และหาผู้ร่วมทุนระดมทุนในภายหลัง โดยกลุ่มฟิโก้จะต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อสามารถควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
สำหรับการลงทุนในประเทศไทยในปีนี้ มีแผนลงทุนเพิ่ม 3 โครงการได้แก่ 1.โครงการโรงแรมในย่านหลังสวน บนเนื้อที่ 1 ไร่เศษ สัญญาเช่า 30 ปี เดิมมีแผนพัฒนาเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ แต่ปรับเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาด 166 - 170 ห้อง ระยะเวลาก่อสร้าง 20 เดือน ใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 800-900 ล้านบาท ไม่รวมค่าเช่าที่ดิน
2.โรงแรม ซอยร่วมฤดี ฝั่งถนนสุขุมวิท เนื้อที่ 2 ไร่ พัฒนาเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 384 ห้อง มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เช่า 30 ปี และ 3.โครงการอาคารสีลม พลาซ่า สัญญาเช่า 30 ปี เป็นการเช่าอาคารเก่าเพื่อปรับปรุงเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 200 ห้อง เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการจะใช้เชนแอคคอร์ในการบริหาร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่า แอคคอร์จะใช้เชนใดมาบริหาร
“การลงทุนในเมืองไทย เน้นในทำเลที่มีศักยภาพในด้านการเดินทางติดแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมือง โดยจะมองผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 20-30% คาดจุดคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี เพราะเป็นระดับที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ถ้าต่ำกว่านี้ คงไม่มีใครสนใจ และสินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเช่าระยะยาว เพื่อไม่ให้มีภาระค่าที่ดินหรือสินทรัพย์นั้นๆ ส่วนตามเมืองทื่องเที่ยวของไทย ไม่อยากลงทุน เพราะแข่งขันสูง” นายธนากรกล่าว ซึ่งผลจากโครงการต่างๆที่ลงทุนไปนั้น จะไปรองรับแผนการระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยการจัดตั้งพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ เน้นเปิดกองทุนฯ ขนาดใหญ่ ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกลุ่มนี้จะเข้ามาลงทุนไม่น้อยกว่า 50% แต่หากเป็นพอร์ตเล็ก จะได้เฉพาะตลาดนักลงทุนในประเทศ ทำให้กองทุนฯ ลดความน่าสนใจลง
ส่วนอาคารสำนักงานอินเตอร์เชนจ์ แยกสุขุมวิท (อโศก) อาคารสูง 36 ชั้น เนื้อที่ 55,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่รีเทล 10,000 ตารางเมตร ส่วนอีก 45,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่อาคารสำนักงาน อัตราค่าเช่าประมาณ 700 บาทต่อตารางเมตร ล่าสุด ได้ลงนามเซ็นสัญญากับ ธนาคารซิตี้ แบงก์ ให้เป็นผู้เช่ารายใหญ่ เนื้อที่ 25,000 ตารางเมตร ในพื้นที่ดังกล่าวรวมอยู่ในพื้นที่รีเทลด้วย ระยะเวลาเช่า 12 ปี เนื่องจากซิตี้ แบงก์ได้หมดสัญญาเช่ากับอาคารเดิม โดยซิตี้ แบงก์ให้ความเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพ เป็นจุดศุนย์กลางของเส้นทางคมนาคม รถไฟฟ้าบนดิน และใต้ดิน ลูกค้าและพนักงานเดินทางได้สะดวก
นายธนากร เอื้อทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลงทุน บริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ( ธุรกิจในตระกูลศรีชวาลา) ในเครือ ฟิโก้ กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีความสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ,กัมพูชา และลาว โดยเน้นการลงทุนด้านโรงแรมตามเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่จำนวนห้องพักของโรงแรม มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว ดังนั้นหากเข้าไปลงทุนใสตลาดนี้น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในช่วงปลายปลายปี และคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ในปลายปีหน้า ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เข้าไปลงทุนทันที เนื่องจากมองว่า ระบบสาธารณูปโภคในประเทศดังกล่าวยังไม่ดีพอ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคพร้อมจะทำให้ลงทุนแพงขึ้น แต่เชื่อว่าคุ้มค่ากว่า
ส่วนนโยบายในการลงทุนนั้น จะให้ความสำคัญของทำเลมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาถึงศักยภาพของที่ดินแปลงนั้นว่าจะลงทุนอะไรที่ให้ความคุ้มค่า และมอบหมายให้บริษัทลูกที่เหมาะสมเข้าไปดำเนินการ และหาผู้ร่วมทุนระดมทุนในภายหลัง โดยกลุ่มฟิโก้จะต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อสามารถควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้
สำหรับการลงทุนในประเทศไทยในปีนี้ มีแผนลงทุนเพิ่ม 3 โครงการได้แก่ 1.โครงการโรงแรมในย่านหลังสวน บนเนื้อที่ 1 ไร่เศษ สัญญาเช่า 30 ปี เดิมมีแผนพัฒนาเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ แต่ปรับเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาด 166 - 170 ห้อง ระยะเวลาก่อสร้าง 20 เดือน ใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 800-900 ล้านบาท ไม่รวมค่าเช่าที่ดิน
2.โรงแรม ซอยร่วมฤดี ฝั่งถนนสุขุมวิท เนื้อที่ 2 ไร่ พัฒนาเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 384 ห้อง มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เช่า 30 ปี และ 3.โครงการอาคารสีลม พลาซ่า สัญญาเช่า 30 ปี เป็นการเช่าอาคารเก่าเพื่อปรับปรุงเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 200 ห้อง เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการจะใช้เชนแอคคอร์ในการบริหาร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่า แอคคอร์จะใช้เชนใดมาบริหาร
“การลงทุนในเมืองไทย เน้นในทำเลที่มีศักยภาพในด้านการเดินทางติดแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมือง โดยจะมองผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 20-30% คาดจุดคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี เพราะเป็นระดับที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ถ้าต่ำกว่านี้ คงไม่มีใครสนใจ และสินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเช่าระยะยาว เพื่อไม่ให้มีภาระค่าที่ดินหรือสินทรัพย์นั้นๆ ส่วนตามเมืองทื่องเที่ยวของไทย ไม่อยากลงทุน เพราะแข่งขันสูง” นายธนากรกล่าว ซึ่งผลจากโครงการต่างๆที่ลงทุนไปนั้น จะไปรองรับแผนการระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยการจัดตั้งพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ เน้นเปิดกองทุนฯ ขนาดใหญ่ ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกลุ่มนี้จะเข้ามาลงทุนไม่น้อยกว่า 50% แต่หากเป็นพอร์ตเล็ก จะได้เฉพาะตลาดนักลงทุนในประเทศ ทำให้กองทุนฯ ลดความน่าสนใจลง
ส่วนอาคารสำนักงานอินเตอร์เชนจ์ แยกสุขุมวิท (อโศก) อาคารสูง 36 ชั้น เนื้อที่ 55,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่รีเทล 10,000 ตารางเมตร ส่วนอีก 45,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่อาคารสำนักงาน อัตราค่าเช่าประมาณ 700 บาทต่อตารางเมตร ล่าสุด ได้ลงนามเซ็นสัญญากับ ธนาคารซิตี้ แบงก์ ให้เป็นผู้เช่ารายใหญ่ เนื้อที่ 25,000 ตารางเมตร ในพื้นที่ดังกล่าวรวมอยู่ในพื้นที่รีเทลด้วย ระยะเวลาเช่า 12 ปี เนื่องจากซิตี้ แบงก์ได้หมดสัญญาเช่ากับอาคารเดิม โดยซิตี้ แบงก์ให้ความเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพ เป็นจุดศุนย์กลางของเส้นทางคมนาคม รถไฟฟ้าบนดิน และใต้ดิน ลูกค้าและพนักงานเดินทางได้สะดวก


