xs
xsm
sm
md
lg

สวรรค์ หรือ นรก ของนักการเมือง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในบรรยากาศการลุ้นผลการเลือกตั้งเช่นนี้ แม้เราจะอึดอัดว่าผลจะเป็นอย่างไร ? ใครจะมาเป็นนายกฯ ? ผมยังหวังว่า เสียงของ "พลังเงียบ" จะเป็นเสียงที่น่าติดตามกันว่า จะชี้ชะตาบ้านเมืองไปทางใด ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง กาลครั้งหนึ่ง ในอีกไม่นานนี้ นักการเมืองคนหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุตายไป เขาพบกับพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า "ท่านเป็นคนที่กลางๆ จะให้ท่านเลือกว่าจะไปสวรรค์ หรือไปนรกด้วยตัวเอง" นักการเมืองจึงกราบทูลว่า "ถ้าเช่นนั้น ขอข้าพเจ้าสำรวจนรกกับสวรรค์ก่อนได้หรือไม่?" พระเจ้าตรัสตอบว่า "ให้เป็นไปตามนั้น"

เขาจึงกดลิฟต์ไป "นรก" ก่อน พบกับเพื่อนๆในนรกมากมาย กำลังรับประทานไวน์ สเต็กชั้นดี ตีกอล์ฟ กันบางคนพึ่งมาจากต่างประเทศ พูดคุยกันอย่างสนุกสนานเมามัน "บอกยกหนี้ เอาเงินของบ้านเมืองมาเป็นกองทุนให้กู้ง่าย ๆ สร้างหนี้ครัวเรือนมากมายในสมัยที่เราบริหาร เราก็บอกว่าประชาชนหนี้น้อย เราก็ได้เสียงมากมาย แม้โกงไป เราไม่บอกให้ชาวบ้านรู้ เราก็ได้เสียงมา ได้ภาพเป็นวีรบุรุษ พากันกลับเมืองไทยได้ แล้วก็อ้างว่าชาวบ้านเห็นด้วย และทำให้คนไทยทุกคนต้องถือผลเลือกตั้งเป็นเสียงสวรรค์ที่ต้องเคารพ ทำให้เราทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง ฮา ฮา ฮา" ทุกคนจึงได้รื่นเริงสนุกสนานกันเต็มที่

ต่อมา เขาก็กดลิฟต์ไป "สวรรค์" เขาก็ได้ยินทูตสวรรค์ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ทุกคนยิ้มแย้มสดใส เห็นถึงสันติสุขแท้ในใจอย่างแท้จริงแล้วเขาก็ไปเข้าเฝ้าพระเจ้า พระองค์ตรัสถามว่า "เป็นอย่างไร ? อยากจะเลือกสวรรค์หรือนรกล่ะ" เขาจึงทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ที่สวรรค์ก็ดีอยู่ ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์อย่างมีสันติสุขดี แต่ในนรก ก็สนุกสนาน กินอาหารกินไวน์กันอย่างดี เพื่อนๆมากมาย ผมขอเลือกนรกดีกว่าพระเจ้าข้า" พระองค์จึงตรัสว่า "ให้เป็นไปตามนั้น"

เขาจึงกดลิฟต์กลับไปที่ "นรก" ตามที่เลือกไว้ กลับเจอเพื่อนๆมากมายที่ได้เจอกันครั้งที่แล้ว ยังอยู่ในนรกกันอยู่ แต่คราวนี้ กลับนั่งร้อนอยู่ในกะทะทองแดงกันอยู่อย่างทุกข์ทรมาน เขาจึงถามว่า "อ้าว เพื่อนทำไมไม่ใช่โลกสวยหรู กินสเต็ก กินไวน์ ตีกอล์ฟ กันอย่างครั้งที่แล้วล่ะ ??"เพื่อนๆจึงบอกเขาว่า "ครั้งที่แล้วมันช่วงหาเสียง คราวนี้มันหลังจากที่คุณเลือกแล้ว !!"

ผมเห็นว่า การเมืองไทยแม้จะถูกนักการเมืองทำให้ตกต่ำลงถึงระดับ "นึกจะพูดเท็จอย่างไรก็พูด" เช่น พรรคที่บริหารบ้านเมืองแล้วหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงโดยทั่วไปกลับโฆษณาว่า "เลือกพรรคผิดหนี้เพิ่ม" (หรือเป็นไปได้เพราะชื่อพรรคเปลี่ยนไปแล้ว?) อดีตผู้นำก็กลับมาได้อยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ที่กำลังจะดำเนินคดีอย่างโปร่งใส ปลอดอำนาจครอบงำโดยผู้ต้องสงสัยตามหลักฐานว่าทุจริต ก็กลับโฆษณาทำนองว่า" จะพาวีรบุรุษกลับบ้าน"

จะว่าไป ก็ยังดีกว่ามาตรฐานที่ตกต่ำกว่านี้ หากจะหาเสียงว่า "เลือกฉันเถอะ ฉันจะมาโกงบ้านโกงเมือง พอฉันได้อำนาจแล้ว อะไรที่ฉันทำผิดก็จะไม่มีความผิด ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจของฉันได้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทอีก ถ้าจับได้ หรือประเทศหมดตัว ก็จะหนีไปต่างประเทศอีก" ต้องถือว่า น่าดีใจที่ไม่มีการหาเสียงกันถึงระดับนั้น

เพราะฉะนั้น** นักการเมืองอย่าอ้างว่า "ประชาชนเลือกมามากที่สุด ฉันต้องได้อำนาจ ฉันต้องทำอะไรก็ได้ ฉันจะโกงก็ได้ ที่โกงไปแล้ว ฉันก็ทำให้ฉันไม่มีความผิดได้ เพราะประชาชนเลือกมาแล้ว !!" **มันไม่ใช่ ในเมื่อไม่ได้พูดความจริงในส่วนที่ถูกกล่าวหา ก็อย่าได้อ้างว่า "ประชาชนเลือกแล้ว เป็นเสียงสวรรค์" แล้วจะ "โกงอย่างไรก็ได้"

เรื่องวัดความนิยมจึงเดินหน้าไป และเรื่องการตัดสินความถูกผิด และการตรวจสอบก็เดินหน้าไป **การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ใบรับรองการโกง เป็นเช่นนี้ ชาวไทยก็รักสามัคคีกันได้ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ไม่ใช่พวกใครมีอำนาจก็เป็นฝ่ายถูก ถูกหรือผิดชี้กันตามหลักฐาน และเหตุผล** ไม่มีใครเป็นพวกกับพวกฉ้อราษฎร์บังหลวงหรอก ขอให้ความจริงเป็นไปตามความจริง รักษาประเทศชาติให้เป็นปึกแผ่น ด้วยการให้รับรู้ข้อมูลที่เท่าเทียมกันมีนิทานอีกเรื่องหนึ่งที่จะเสนอเป็นอุทาหรณ์อีกครั้งหนึ่ง คือเรื่อง "ช้อนของชาวสวรรค์" มีอยู่ว่า

มีชายคนหนึ่งเข้าเฝ้าพระเจ้า และถามพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า สวรรค์กับนรกนั้น ต่างกันอย่างไร ?" พระเจ้าตรัสตอบว่า "ตามเรามาดูกัน"เขาก็ไปเห็นห้องๆหนึ่ง ที่เป็น "นรก" ภายในห้องมีหม้อสตูเนื้อหอมฉุยน่ารับประทาน และมีชาวนรกมากมาย แต่ละคนหิวโหย หมองเศร้า ขาดความสามัคคีกัน ไม่รักกัน ทะเลาะกัน เขาก็นึกสงสาร และเมื่อเขาสังเกตุ ก็เห็นว่า สาเหตุก็คือ ชาวนรกแต่ละคนจะมี "ช้อน" สำหรับตักสตู แต่ช้อนของชาวนรกนั้น ยาวกว่าแขน ทำให้ตักสตูเข้าปากไม่ได้ จึงหิวโหยและเขาก็ได้ไปเห็นอีกห้องหนึ่ง ที่เป็น "สวรรค์" ภายในห้องก็มีหม้อสตูเนื้อหอมฉุยน่ารับประทานเช่นกัน และมีชาวสวรค์มากมาย แต่ละคนอิ่มหนำสำราญ มีความสุข รักสามัคคีกัน ไม่ทะเลาะกัน เขาก็นึกชื่นชม และเมื่อเขาสังเกต ก็พบว่า ชาวสวรรค์แต่ละคนก็มี "ช้อน" สำหรับตักสตู และช้อนของชาวสวรรค์นั้น ก็ยาวกว่าแขนเช่นกัน ทำให้เขาแปลกใจมาก

เขาจึงถามพระเจ้า "พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นคนในนรกหิวโหย ก็เพราะช้อนยาวจนป้อนเข้าปากไม่ได้ ก็นึกว่า ชาวสวรรค์มีสิทธิพิเศษ มีช้อนที่สั้นเป็นปกติ แต่กลับพบว่า ช้อนของเขาก็ยาวเกินไปเหมือนกัน แล้วมันจะต่างกันตรงไหน ?"พระเจ้าตรัสตอบว่า "แน่ล่ะสิ มันต่างกัน เพราะคนบนสวรรค์ เขาเรียนรู้ที่จะ "ป้อน" ให้กันและกัน"

ความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรก ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต่างกัน** แต่จิตใจ และความคิดของคนในสังคมนั่นแหละ ที่จะทำให้สังคมนั้น เป็นนรก หรือ เป็นสวรรค์หากคนคิดเห็นแก่ตัว เรื่องความสุขในชีวิตก็เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว** เป้าหมายในชีวิตก็เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว แต่ละคนเอาเรื่องประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ไม่สนใจผู้อื่น สังคมก็จะขาดความรัก และขาดความสุขแต่สังคมที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่กันและกัน รักกัน สามัคคีกัน สังคมนั้นก็มีแต่ความสุข สันติ และความรัก และนำไปสู่สภาพสังคมที่มีพลัง และเศรษฐกิจก็จะดีครับ

มนตรี ศรไพศาล
(montree4life@yahoo.com)
กำลังโหลดความคิดเห็น