" ชัยฤทธิ์ " มั่นใจสิ้นปีเปลี่ยนโลโก้ปั๊มทีพีไอทั้ง 23 แห่งเป็น"SUSCO"เสร็จหลังล่าช้าไป 3 เดือน ส่งผลให้โกยรายได้เพิ่มเป็น 1หมื่นล้านบาท พร้อมเบรกแผนขยายLPGสำหรับยานยนต์ไว้แค่ 6 แห่ง รอฟังนโยบายรัฐปล่อยลอยตัวแอลพีจีส่งผลกระทบต่อยอดใช้และมาร์จินมากน้อยแค่ไหน มั่นใจแม้ลอยตัวราคาก็ยังต่ำกว่าดีเซล เชื่อยอดใช้ไม่น่าหด
นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ( SUSCO ) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มทยอยเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าปั๊มน้ำมันทีพีไอเป็น SUSCO ไปเพียง 3-4 แห่ง คาดว่าจะเปลี่ยนโลโก้ปั๊มทั้ง 23 แห่งได้เสร็จสิ้นปีนี้ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 นี้ เพราะเป็นช่วงฤดูฝน
ทั้งนี้ บริษัทฯจะใช้เงินลงทุนในการปรับเปลี่ยนเป็นปั๊ม SUSCO แห่งละ 5 แสนบาท เมื่อบริษัทฯเข้าไปบริหารงานปั๊มทีพีไอดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันของบริษัทฯเพิ่มขึ้น คาดว่าทั้งปี50 จะมีรายได้ตามเป้าหมาย 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วมีรายได้รวม 8 พันล้านบาท เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปมีราคาสูง และจำนวนปั๊มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น 185 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้ SUSCO เข้าลงทุนในสถานีบริการน้ำมันทีพีไอมีทั้งเข้าไปซื้อสินทรัพย์และเช่าดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขการเช่าเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของ บมจ.ไออาร์พีซี เจ้าของปั๊มน้ำมันทีพีไอว่าต้องการดำเนินการปั๊มน้ำมันต่อ หรือจะขายให้บริษัทฯต่อไป ขณะเดียวกันบริษัทฯก็มีสิทธิที่จะยกเลิกการเช่าได้เช่นกัน นอกจากนี้ SUSCO ยังรับพนักงานที่ทำงานในปั๊มทีพีไอเข้ามาเป็นพนักงานบริษัทด้วยประมาณ 200 คน ขณะที่ธุรกิจมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมันนั้น SUSCO ไม่มีนโยบายลงทุน แต่จะเปิดให้คนในพื้นที่เช่าใช้พื้นที่ดำเนินการมินิมาร์ทแทน
นอกเหนือ SUSCO อยู่ระหว่างดูความเหมาะสมที่จะให้ใช้พื้นที่ภายในปั๊มน้ำมันให้บริการเติมก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับยานยนต์ด้วย หลังจากเปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเปิดให้บริการครบ 6 แห่งโดยเน้นในต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทฯจะรอนโยบายรัฐว่าจะปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มในปลายปีนี้ จะมีผลทำให้ค่าการตลาด และความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับยานยนต์เปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาว่าถ้ารัฐปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มเชื่อว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นมาอยู่ระดับ 14 บาท/กก. สูงกว่าก๊าซNGV แต่ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซล ดังนั้น ยอดใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับรถยนต์ไม่น่าลดลงจากที่ขยายตัวปีละ 10%
นายชัยฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า SUSCO ยังไม่ทิ้งธุรกิจเทรดดิ้งน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาว ซึ่งการขายน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้านจะเน้นการประมูลขายในแต่ละล็อต โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกน้ำมันไปจำหน่ายในลาวไม่มากนัก เนื่องจากการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง และมาร์จินค่อนข้างต่ำ
นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสหบริการ จำกัด (มหาชน) ( SUSCO ) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มทยอยเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าปั๊มน้ำมันทีพีไอเป็น SUSCO ไปเพียง 3-4 แห่ง คาดว่าจะเปลี่ยนโลโก้ปั๊มทั้ง 23 แห่งได้เสร็จสิ้นปีนี้ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 นี้ เพราะเป็นช่วงฤดูฝน
ทั้งนี้ บริษัทฯจะใช้เงินลงทุนในการปรับเปลี่ยนเป็นปั๊ม SUSCO แห่งละ 5 แสนบาท เมื่อบริษัทฯเข้าไปบริหารงานปั๊มทีพีไอดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันของบริษัทฯเพิ่มขึ้น คาดว่าทั้งปี50 จะมีรายได้ตามเป้าหมาย 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วมีรายได้รวม 8 พันล้านบาท เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปมีราคาสูง และจำนวนปั๊มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น 185 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้ SUSCO เข้าลงทุนในสถานีบริการน้ำมันทีพีไอมีทั้งเข้าไปซื้อสินทรัพย์และเช่าดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขการเช่าเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของ บมจ.ไออาร์พีซี เจ้าของปั๊มน้ำมันทีพีไอว่าต้องการดำเนินการปั๊มน้ำมันต่อ หรือจะขายให้บริษัทฯต่อไป ขณะเดียวกันบริษัทฯก็มีสิทธิที่จะยกเลิกการเช่าได้เช่นกัน นอกจากนี้ SUSCO ยังรับพนักงานที่ทำงานในปั๊มทีพีไอเข้ามาเป็นพนักงานบริษัทด้วยประมาณ 200 คน ขณะที่ธุรกิจมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมันนั้น SUSCO ไม่มีนโยบายลงทุน แต่จะเปิดให้คนในพื้นที่เช่าใช้พื้นที่ดำเนินการมินิมาร์ทแทน
นอกเหนือ SUSCO อยู่ระหว่างดูความเหมาะสมที่จะให้ใช้พื้นที่ภายในปั๊มน้ำมันให้บริการเติมก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับยานยนต์ด้วย หลังจากเปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเปิดให้บริการครบ 6 แห่งโดยเน้นในต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทฯจะรอนโยบายรัฐว่าจะปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มในปลายปีนี้ จะมีผลทำให้ค่าการตลาด และความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับยานยนต์เปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาว่าถ้ารัฐปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มเชื่อว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นมาอยู่ระดับ 14 บาท/กก. สูงกว่าก๊าซNGV แต่ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซล ดังนั้น ยอดใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับรถยนต์ไม่น่าลดลงจากที่ขยายตัวปีละ 10%
นายชัยฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า SUSCO ยังไม่ทิ้งธุรกิจเทรดดิ้งน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาว ซึ่งการขายน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้านจะเน้นการประมูลขายในแต่ละล็อต โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกน้ำมันไปจำหน่ายในลาวไม่มากนัก เนื่องจากการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง และมาร์จินค่อนข้างต่ำ


