xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มอรุณวัฒนาพรถือJCTเป็น43% หลังซื้อเพิ่มจากผู้ถือหุ้นใหญ่สิงคโปร์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

กลุ่มตระกูลอรุณวัฒนาพร เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นแจ๊กเจียอุตสาหกรรมเป็น 43.84% หลังเข้าซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จากสิงคโปร์อีก 18.87% ชี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและบริหารงาน บิ๊กแจีกเจียอุตสาหกรรมเผยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 260 ล้านบาทยังไม่นับรวมบริษัทในเครือ กำไรอาจจะไม่สูงมาก เหตุได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน-การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นายทีฆ คุณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ๊กเจียอุตสาหกรรม (ไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ JCT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า VANTAGE CORPORATION LIMITED ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯได้ขายหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 2.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 18.87% ของหุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายแล้วทั้งหมด โดยเสนอขายให้กับนายวีระ อรุณวัฒนาพร ในราคาหุ้นละ 23 บาท ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ดังนั้นนายวีระ อรุณวัฒนาพร จึงถือหุ้นรวมทั้งสิ้นคิดเป็น 22.54% ของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้ว ซึ่งรายการดังกล่าวมีการซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)

ทั้งนี้นายวีระ อรุณวัฒนาพรเป็นกรรมการของบริษัทฯในปัจจุบันจึงไม่กระทบต่อทิศทางการดำเนินงานและการบริหารงานของบริษัทฯแต่อย่างใดข้อมูลจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท แจ๊กเจียอุตสาหกรรม (ไทย) จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2549พบว่ากลุ่มตระกูลอรุณวัฒนาพร ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยนายพงศ์รัตน์ อรุณวัฒนาพรถือหุ้น 1.54 ล้านหุ้นหรือ 11.39% เป็นอันดับ 2,นางสาวจันทิรา อรุณวัฒนาพร ถือหุ้น 1.13 ล้านหุ้นหรือ 8.41%เป็นอันดับ 3,นางนันทนา อรุณวัฒนาพร ถือหุ้น 0.20 ล้านหุ้นหรือ 1.50% เป็นอันดับที่ 15จากการที่นายวีระเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทแจ๊กเจียอุตสาหกรรม(ไทย)จาก VANTAGE CORPORATION LIMITEDส่งผลทำให้นายวีระขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง และทำให้ตระกูลอรุณวัฒนาพร ถือหุ้นทั้งสิ้น43.84%

นายทีฆเปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลทำให้บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานแต่อย่างใด เพราะการขายหุ้นของVANTAGE CORPORATION LIMITED ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จากสิงคโปร์นั้นเป็นการขายให้กับกรรมการบริษัท ดังนั้นคาดว่าสัดส่วนกรรมการก็ยังเหมือนเดิม และไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำธุรกิจอีกด้วย

ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเฉพาะของบริษัท โดยไม่รวมบริษัทในเครือจะอยู่ในระดับประมาณ 260ล้านบาท ซึ่งจะสูงกว่าปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 240 ล้านบาท แต่ในแง่ของกำไรอาจจะไม่เพิ่ม เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทสูงขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น และบริษัทก็ไม่สามารถที่จะปรับราคาสินค้าได้ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคปค.ได้ออกประกาศห้ามขึ้นราคาสินค้า จึงทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่บริษัทได้รับจากทางการจะหมดลงในปีนี้ส่งผลทำให้ในปีถัดไปบริษัทต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

"ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนของบริษัทสูงขึ้นขณะที่บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มราคาสินค้า ก็พอดีมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และคปค.ได้ประกาศห้ามขึ้นราคาสินค้าบริษัทจึงไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้"นายทีฆกล่าว

สำหรับผลประกอบการในปีหน้าคาดว่าน่าจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่มากนัก รวมถึงในแง่ของกำไรคาดว่าคงจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา