“ทักษิณ” ประกาศใช้มาตรการ “มงฟอร์ด” เน้นด้านการคลัง เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ-เอกชน-ผู้ใช้แรงงาน รวมถึงใช้งบฯ คงค้างกว่า 3.7 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ พร้อมประกาศใช้ Attention Economy บริหารจัดการเศรษฐกิจไทย บนพื้นฐานข้อมูล-ตัวเลขที่เป็นจริง ยืนยันเมกะโปรเจ็คต์เป็นการลงทุนพื้นฐานประเทศระยะยาว พร้อมประกาศลอยตัวน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันนี้ แม้ยังอุดหนุนภาษีสรรพสามิตลิตรละบาท เรียกร้องคนไทยช่วยกันประหยัดใช้น้ำมัน-เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ แนะ บจ.ใช้เงินปันผลลงทุนเพิ่ม พร้อมเดินหน้าเจาะตลาดส่งออก มั่นใจปีนี้ได้ตามเป้าเพิ่ม 20% เตรียมร่วมมือต่างประเทศ ดันราคาข้าวสูงขึ้น เหมือนที่โอเปกทำกับน้ำมัน คาดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เกิน 2.5 พันล้านดอลลาร์ เร่งรัดเปิดสนามบินสุวรรณภูมิปีนี้ เพื่อเป็นแม่เหล็กใหญ่ ดึงดูดการท่องเที่ยวไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นของรัฐบาล ระหว่างปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยกับเศรษฐกิจบนฐานความรู้” ในงานครบรอบ 72 ปี โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์เก่า ที่หอประชุมกองทัพเรือ คืนวานนี้ (12 ก.ค.) เรียกร้องคนไทยเชื่อมั่น (Trust & Confidence) เศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ครึ่งแรกปีนี้ การส่งออกของไทยเพิ่ม 13.6% มูลค่า 52.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เป้าหมายส่งออกปีนี้มูลค่า 117 พันล้านดอลลาร์ เชื่อทำได้แน่ ไม่มีปัญหา ขณะที่การว่างงานของคนไทย 6 เดือนแรกปีนี้ ลดเหลือ 2.29%
รายได้ภาษี 6 เดือนแรกปีนี้เพิ่ม 19.7% โดยรายได้ภาษีนิติบุคคล-มูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่ม ราคาสินค้าเกษตรพุ่ง 209% รายได้เกษตรกรเพิ่มเกือบ 10% คาดขาดดุลการค้าปีนี้ อย่างมากประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เกิน 2.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยมีงบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลแล้ว
พ.ต.ท.ทักษิณยังประกาศว่าต่อไปนี้ ประเทศไทยจะใช้ระบบ Attention Economy บริหารจัดการเศรษฐกิจไทย บนพื้นฐานข้อมูล-ตัวเลขที่เป็นจริง เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจไทย และแก้ปัญหาได้ตรงจุด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมแก่ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
มาตรการเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ คือปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทุกระดับ 5% และเพิ่มเงินบำนาญข้าราชการบำนาญ 5% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป เร็วกว่ากำหนดเดิม ที่จะให้มีผล ก.ค. 2549 ใช้งบประมาณส่วนนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าสิ่งที่น่าตกใจ คือราคาน้ำมัน ที่เศรษฐกิจสะดุด เพราะน้ำมันราคาแพง จึงจำเป็นต้องเติมเงินให้ประชาชน โดยรัฐบาลจะลดรายจ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น และเติมรายได้ให้ประชาชน
มาตรการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน มีกว่า 10 มาตรการ ได้แก่
-เพิ่มเงินเดือนข้าราชการทุกระดับอีก 5 % และเพิ่มเงินบำนาญ 5 % เริ่ม 1 ต.ค. ซึ่ง 2 เรื่องนี้ ใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท
-ให้คณะกรรมการไตรภาคี ที่ประกอบด้วยตัวแทนลูกจ้าง นายจ้าง รัฐ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำผู้ใช้แรงงานตามแต่จะตกลงกัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ โดยจะให้ปรับเพิ่ม 2 ระดับ ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ เป็นแรงงานขั้นต่ำ ระดับ 2 จะจูงใจภาคเอกชน นำลูกจ้างฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญ เช่น ฝึกภาษาอังกฤษ สำหรับผู้อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้ค่าแรงสูงขึ้น การฝึกอบรมที่นายจ้างจัด ให้ลดหย่อนภาษีได้ 200 % หรือ 2 เท่า
- ให้แรงจูงใจธุรกิจเอกชน เพิ่มเบี้ยยังชีพ หรือเงินเพิ่มค่าครองชีพ ให้ลูกจ้างพนักงานเงินเดือนน้อย ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับข้าราชการ เงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท ให้เพิ่ม 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเพิ่ม 1,000 บาท แล้ว ยังไม่ถึง 7,000 บาท ให้เพิ่มให้ถึง 7,000 บาท เงินส่วนที่เพิ่ม ลดหย่อนภาษีได้ 150% แต่ห้ามเปลี่ยนแปลงเงินเดือนเป็นเบี้ยยังชีพ
- รัฐจะสนับสนุนเบี้ยยังชีพคนชรา ผู้ยากไร้ ซึ่งมีประมาณ 1.1 ล้านคน ที่ขณะนี้ได้รับ 300 /คนต่อเดือน ให้ครบทุกคน อีกประมาณ 5 แสนคน
- เพิ่มเงินผู้ที่ทำงานให้ภาครัฐ อาสาสมัครทั้งหลาย เป็น 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ แต่เนื่องจากขณะนี้ อาสาสมัครได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 7,500 บาท ดังนั้น รัฐจะเติมให้อีก 2,500 บาท จนถึงสิ้น ก.ย.นี้
-จัดงบประมาณภาคประชาชน โครงการ SML (Small- Medium and Large Village Project) โอนงบให้หมู่บ้านละเฉลี่ย 250,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง โดยไม่ผ่านองค์กร หรือกลไกราชการ แต่จะตรงเข้าสู่หมู่บ้านทั้งหมด ศุกร์นี้ (15 ก.ค.) ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
- เพิ่มราคาสินค้าเกษตร
เริ่มจาก ข้าว ส.ค. เชิญผู้ผลิตข้าวต่างประเทศหารือ เพื่อดึงราคาข้าวสูงขึ้น เช่นเดิียวกับกลุ่มโอเปก (OPEC) ที่ฮั้วราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขณะนี้
กุ้ง จะหารือสิทธิประโยชน์ภาษี (GSP) กับสหรัฐ-สหภาพยุโรป (EU) ส.ค. คาด ก.ย.จะเป็นข่าวดี ที่จะส่งกุ้งไป EU-สหรัฐได้
ยางพารา ที่ราคาต้องแพงขึ้น ตามราคายางสังเคราะห์ ที่ขณะนี้แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน
ลำใย จะทำให้ราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะจีน รับปากจะสนับสนุนเต็มที่
- ขยายตลาดโอท็อป (OTOP) โดยจะเดินทางไปขยายตลาดอีกหลายประเทศ ตามนโยบายขยายตัวเศรษฐกิจไทยแบบคู่ขนาน (Dual Track Policy) เร่งรัดส่งออกปลายปีนี้ ให้ได้ 20 % ซึ่งผู้ส่งออกยืนยันว่าทำได้
- เร่งรัด เบิกจ่ายงบประมาณ ที่ค้างอยู่ในท่อ กระทรวงต่างๆ และรัฐวิฐสาหกิจ ถ้าใช้ไม่ทันปีนี้ ให้ส่งคืน เพื่อรัฐจะจัดการใหม่ ให้เม็ดเงินเหล่านี้ ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท กระจายสู่ระบบเศรษฐกิจ
-จ้างงานในชนบท โดยนำงบฯ ผู้ว่าซีอีโอ งบท้องถิ่น และงบกลาง พัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัด
เพื่อให้เกิดการอัดฉีด อาทิ ปรับปรุงสาธารณูปโภค
- ผู้รับเหมาโครงการรัฐ เมื่องานเสร็จ แต่ยังไม่ตรวจรับมอบงาน ให้เอา Letter of
Guarantee จากธนาคารวางกับรัฐ เพื่อรับเงินได้เลย ขณะที่รัฐก็ไม่เสียหาย เพราะมี Letter of Guarantee อยู่
สำหรับมาตรการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คือ
- ผลักดันประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เนื่องจากรัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลวันนี้ (12 ก.ค.) แล้ว แต่ยังช่วยเหลือสนับสนุนภาษีสรรพสามิตลิตรละ 1 บาท
รัฐบาลจึงมีมาตรการบังคับให้ปิดปั๊มน้ำมันเร็วขึ้น 2 ชั่วโมง ระหว่าง 22.00น.-5.00น. ปิดไฟป้ายโฆษณา บังคับรถยนต์หน่วยงานรัฐใช้เอ็นจีวี ผลักดันรถเมล์ รถบรรทุก หันมาใช้เอ็นจีวี โดยจะพยายามให้มีปั๊มเอ็นจีวีทั่วประเทศ
- มาตรการ 30 บาทรักษาทุกโรค จะให้กองทุนที่มีอยู่ ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการรัฐต่างๆ ใช้ระบบจ่ายเงินรวมกัน แต่ไม่ใช่รวมกองทุนต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายรักษาพยาบาลที่ซ้ำซ้อน โครงการ30 บาทรักษาทุกโรค จะขยายให้บริการเพิ่มจากเดิม เช่น รักษาฟันให้เด็ก เพื่อป้องกันฟันผุ ตรวจมดลูกป้องกันมะเร็ง ให้ยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งทำแล้ว ตรวจสุขภาพคนงาน
ยังตั้ง 2 กองทุน ช่วยเหลือการศึกษานักเรียนนักศึกษา เพื่อให้สังคมไทย เป็นสังคมแห่งฐานความรู้อย่างแท้จริง ทั้งให้เงินเปล่า และให้กู้ไม่คิดดอกเบี้ย ตลอดจนให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องเด็กนักเรียน รวมถึงให้เงินพิเศษนักเรียนอาชีวะออกสนาม ซ่อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แก่ประชาชนฟรี
- แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนมีรายได้น้อย โดยสร้างบ้านระบบน็อคดาวน์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็น 1 ใน ปัจจัย 4 พื้นฐานของชีวิต 5 ปี ให้ได้ 5 แสนหลัง นำเงินเศรษฐี สร้างบ้านให้คนจน คล้ายเมื่อเกิดกรณีคลื่นยักษ์สึนามิ
การที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องขณะนี้ ต้องให้ทุกคนช่วยกันประหยัด
ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ที่สูงถึง 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เก็บภาษี 6 เดือนแรก ขยาย 19.7% แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่ดุลชำระเงินยังเป็นบวก
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า โครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega Project) เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาว ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งรถไฟฟ้า ระบบน้ำ โรงพยาบาล การศึกษา เร่งรัดการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นแม่เหล็กใหญ่ ดึงดูดการท่องเที่ยวไทย ทุกอย่างจะเริ่มต้นทันทีปีนี้
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อได้ การส่งออก ยังเชื่อมั่นว่าจะขายตัว 20% รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
“ขอเรียกร้องให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในประเทศของตัวเอง โดยขออย่างเดียว อย่าท้อถอย นี่ผมเตือนตัวเองด้วยนะ เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นของรัฐบาล ระหว่างปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยกับเศรษฐกิจบนฐานความรู้” ในงานครบรอบ 72 ปี โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์เก่า ที่หอประชุมกองทัพเรือ คืนวานนี้ (12 ก.ค.) เรียกร้องคนไทยเชื่อมั่น (Trust & Confidence) เศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ครึ่งแรกปีนี้ การส่งออกของไทยเพิ่ม 13.6% มูลค่า 52.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เป้าหมายส่งออกปีนี้มูลค่า 117 พันล้านดอลลาร์ เชื่อทำได้แน่ ไม่มีปัญหา ขณะที่การว่างงานของคนไทย 6 เดือนแรกปีนี้ ลดเหลือ 2.29%
รายได้ภาษี 6 เดือนแรกปีนี้เพิ่ม 19.7% โดยรายได้ภาษีนิติบุคคล-มูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่ม ราคาสินค้าเกษตรพุ่ง 209% รายได้เกษตรกรเพิ่มเกือบ 10% คาดขาดดุลการค้าปีนี้ อย่างมากประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เกิน 2.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยมีงบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลแล้ว
พ.ต.ท.ทักษิณยังประกาศว่าต่อไปนี้ ประเทศไทยจะใช้ระบบ Attention Economy บริหารจัดการเศรษฐกิจไทย บนพื้นฐานข้อมูล-ตัวเลขที่เป็นจริง เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจไทย และแก้ปัญหาได้ตรงจุด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมแก่ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
มาตรการเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ คือปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทุกระดับ 5% และเพิ่มเงินบำนาญข้าราชการบำนาญ 5% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป เร็วกว่ากำหนดเดิม ที่จะให้มีผล ก.ค. 2549 ใช้งบประมาณส่วนนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าสิ่งที่น่าตกใจ คือราคาน้ำมัน ที่เศรษฐกิจสะดุด เพราะน้ำมันราคาแพง จึงจำเป็นต้องเติมเงินให้ประชาชน โดยรัฐบาลจะลดรายจ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น และเติมรายได้ให้ประชาชน
มาตรการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน มีกว่า 10 มาตรการ ได้แก่
-เพิ่มเงินเดือนข้าราชการทุกระดับอีก 5 % และเพิ่มเงินบำนาญ 5 % เริ่ม 1 ต.ค. ซึ่ง 2 เรื่องนี้ ใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท
-ให้คณะกรรมการไตรภาคี ที่ประกอบด้วยตัวแทนลูกจ้าง นายจ้าง รัฐ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำผู้ใช้แรงงานตามแต่จะตกลงกัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ โดยจะให้ปรับเพิ่ม 2 ระดับ ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ เป็นแรงงานขั้นต่ำ ระดับ 2 จะจูงใจภาคเอกชน นำลูกจ้างฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญ เช่น ฝึกภาษาอังกฤษ สำหรับผู้อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้ค่าแรงสูงขึ้น การฝึกอบรมที่นายจ้างจัด ให้ลดหย่อนภาษีได้ 200 % หรือ 2 เท่า
- ให้แรงจูงใจธุรกิจเอกชน เพิ่มเบี้ยยังชีพ หรือเงินเพิ่มค่าครองชีพ ให้ลูกจ้างพนักงานเงินเดือนน้อย ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับข้าราชการ เงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท ให้เพิ่ม 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเพิ่ม 1,000 บาท แล้ว ยังไม่ถึง 7,000 บาท ให้เพิ่มให้ถึง 7,000 บาท เงินส่วนที่เพิ่ม ลดหย่อนภาษีได้ 150% แต่ห้ามเปลี่ยนแปลงเงินเดือนเป็นเบี้ยยังชีพ
- รัฐจะสนับสนุนเบี้ยยังชีพคนชรา ผู้ยากไร้ ซึ่งมีประมาณ 1.1 ล้านคน ที่ขณะนี้ได้รับ 300 /คนต่อเดือน ให้ครบทุกคน อีกประมาณ 5 แสนคน
- เพิ่มเงินผู้ที่ทำงานให้ภาครัฐ อาสาสมัครทั้งหลาย เป็น 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ แต่เนื่องจากขณะนี้ อาสาสมัครได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 7,500 บาท ดังนั้น รัฐจะเติมให้อีก 2,500 บาท จนถึงสิ้น ก.ย.นี้
-จัดงบประมาณภาคประชาชน โครงการ SML (Small- Medium and Large Village Project) โอนงบให้หมู่บ้านละเฉลี่ย 250,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง โดยไม่ผ่านองค์กร หรือกลไกราชการ แต่จะตรงเข้าสู่หมู่บ้านทั้งหมด ศุกร์นี้ (15 ก.ค.) ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
- เพิ่มราคาสินค้าเกษตร
เริ่มจาก ข้าว ส.ค. เชิญผู้ผลิตข้าวต่างประเทศหารือ เพื่อดึงราคาข้าวสูงขึ้น เช่นเดิียวกับกลุ่มโอเปก (OPEC) ที่ฮั้วราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขณะนี้
กุ้ง จะหารือสิทธิประโยชน์ภาษี (GSP) กับสหรัฐ-สหภาพยุโรป (EU) ส.ค. คาด ก.ย.จะเป็นข่าวดี ที่จะส่งกุ้งไป EU-สหรัฐได้
ยางพารา ที่ราคาต้องแพงขึ้น ตามราคายางสังเคราะห์ ที่ขณะนี้แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน
ลำใย จะทำให้ราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะจีน รับปากจะสนับสนุนเต็มที่
- ขยายตลาดโอท็อป (OTOP) โดยจะเดินทางไปขยายตลาดอีกหลายประเทศ ตามนโยบายขยายตัวเศรษฐกิจไทยแบบคู่ขนาน (Dual Track Policy) เร่งรัดส่งออกปลายปีนี้ ให้ได้ 20 % ซึ่งผู้ส่งออกยืนยันว่าทำได้
- เร่งรัด เบิกจ่ายงบประมาณ ที่ค้างอยู่ในท่อ กระทรวงต่างๆ และรัฐวิฐสาหกิจ ถ้าใช้ไม่ทันปีนี้ ให้ส่งคืน เพื่อรัฐจะจัดการใหม่ ให้เม็ดเงินเหล่านี้ ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท กระจายสู่ระบบเศรษฐกิจ
-จ้างงานในชนบท โดยนำงบฯ ผู้ว่าซีอีโอ งบท้องถิ่น และงบกลาง พัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัด
เพื่อให้เกิดการอัดฉีด อาทิ ปรับปรุงสาธารณูปโภค
- ผู้รับเหมาโครงการรัฐ เมื่องานเสร็จ แต่ยังไม่ตรวจรับมอบงาน ให้เอา Letter of
Guarantee จากธนาคารวางกับรัฐ เพื่อรับเงินได้เลย ขณะที่รัฐก็ไม่เสียหาย เพราะมี Letter of Guarantee อยู่
สำหรับมาตรการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คือ
- ผลักดันประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เนื่องจากรัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลวันนี้ (12 ก.ค.) แล้ว แต่ยังช่วยเหลือสนับสนุนภาษีสรรพสามิตลิตรละ 1 บาท
รัฐบาลจึงมีมาตรการบังคับให้ปิดปั๊มน้ำมันเร็วขึ้น 2 ชั่วโมง ระหว่าง 22.00น.-5.00น. ปิดไฟป้ายโฆษณา บังคับรถยนต์หน่วยงานรัฐใช้เอ็นจีวี ผลักดันรถเมล์ รถบรรทุก หันมาใช้เอ็นจีวี โดยจะพยายามให้มีปั๊มเอ็นจีวีทั่วประเทศ
- มาตรการ 30 บาทรักษาทุกโรค จะให้กองทุนที่มีอยู่ ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการรัฐต่างๆ ใช้ระบบจ่ายเงินรวมกัน แต่ไม่ใช่รวมกองทุนต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายรักษาพยาบาลที่ซ้ำซ้อน โครงการ30 บาทรักษาทุกโรค จะขยายให้บริการเพิ่มจากเดิม เช่น รักษาฟันให้เด็ก เพื่อป้องกันฟันผุ ตรวจมดลูกป้องกันมะเร็ง ให้ยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งทำแล้ว ตรวจสุขภาพคนงาน
ยังตั้ง 2 กองทุน ช่วยเหลือการศึกษานักเรียนนักศึกษา เพื่อให้สังคมไทย เป็นสังคมแห่งฐานความรู้อย่างแท้จริง ทั้งให้เงินเปล่า และให้กู้ไม่คิดดอกเบี้ย ตลอดจนให้ทุนการศึกษาต่อเนื่องเด็กนักเรียน รวมถึงให้เงินพิเศษนักเรียนอาชีวะออกสนาม ซ่อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แก่ประชาชนฟรี
- แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนมีรายได้น้อย โดยสร้างบ้านระบบน็อคดาวน์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็น 1 ใน ปัจจัย 4 พื้นฐานของชีวิต 5 ปี ให้ได้ 5 แสนหลัง นำเงินเศรษฐี สร้างบ้านให้คนจน คล้ายเมื่อเกิดกรณีคลื่นยักษ์สึนามิ
การที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องขณะนี้ ต้องให้ทุกคนช่วยกันประหยัด
ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ที่สูงถึง 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เก็บภาษี 6 เดือนแรก ขยาย 19.7% แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่ดุลชำระเงินยังเป็นบวก
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า โครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega Project) เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาว ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งรถไฟฟ้า ระบบน้ำ โรงพยาบาล การศึกษา เร่งรัดการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นแม่เหล็กใหญ่ ดึงดูดการท่องเที่ยวไทย ทุกอย่างจะเริ่มต้นทันทีปีนี้
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อได้ การส่งออก ยังเชื่อมั่นว่าจะขายตัว 20% รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
“ขอเรียกร้องให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในประเทศของตัวเอง โดยขออย่างเดียว อย่าท้อถอย นี่ผมเตือนตัวเองด้วยนะ เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


