xs
xsm
sm
md
lg

เพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล…ผลกระทบต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loans) เป็นบริการที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ประกอบการสาขาธนาคารต่างประเทศและธนาคารพาณิชย์ลูกครึ่ง เป็นผู้ริเริ่มบุกตลาดนี้มาแล้วระยะหนึ่ง ก่อนที่สถาบันการเงินไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) เข้ามามีบทบาทอย่างมากระยะถัดมา ตามด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่ดำเนินธุรกิจนี้หลังสุด

การเติบโตสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน นอกจากจะเกิดจากวิวัฒนาการผลิตภัณฑ์การเงินที่สามารถตอบสนองความต้องการเงินสดของประชาชน การออกเกณฑ์ควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตของทางการ รวมทั้งความต้องการเสนอบริการสินเชื่อรายย่อยให้หลากหลาย และครบวงจรของผู้ประกอบการ ล้วนมีส่วนหนุนเกิดการแข่งขัน เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดธุรกิจนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินเชื่อบุคคลความเสี่ยงสูง เพราะไม่มีหลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน เป็นสินเชื่อที่รองรับความต้องการเงินสดของผู้มีรายได้หลากหลาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย ยามฉุกเฉิน

สถาบันการเงินต่างๆ จึงชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่างกัน โดยเฉลี่ยสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ การกำหนดดอกเบี้ย ขึ้นกับการประเมินความเสี่ยง ทั้งจากข้อมูลส่วนตัว ประวัติชำระเงินของลูกค้า เป็นต้น

สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นธุรกิจที่ขยายตัวรวดเร็ว ผู้ประกอบการค่อนข้างมีอิสระกำหนดดอกเบี้ย ทำให้ทางการเริ่มกังวลประเด็นคุณภาพพอร์ตสินเชื่อผู้ประกอบการ และการคุ้มครองผู้บริโภค

จึงเริ่มมีแนวคิดจะเข้ามากำกับดูแล เหมือนกรณีบัตรเครดิต ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือผู้ประกอบการธุรกิจนี้ ทั้งธนาคารพาณิชย์ และสถาบันไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) โดยเฉพาะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หลังจากเริ่มหารือในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2547

การควบคุมธุรกิจสินเชื่อบุคคลของสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ธปท. มีทางเลือกออกเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่

1. ใช้อำนาจตามมาตรา 58 (ปว. 58) ประกาศคณะปฏิวัติ ที่ให้กระทรวงการคลังและ ธปท. ควบคุมธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ดำเนินการมาแล้วกับธุรกิจบัตรเครดิต หรือ

2. รอร่างพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินผ่านการพิจารณา ก่อนจะมีผลบังคับใช้เป็นทางการ ซึ่งจะส่งผล ธปท. ควบคุมบริการการเงินผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ได้

ดังนั้น ไม่ว่าจะโดยช่องทางกฎหมายใด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ธปท. จะออกมาตรการควบคุมธุรกิจสินเชื่อบุคคลระยะอันใกล้ เพื่อจะคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และดูแลการเติบโตธุรกิจสินเชื่อบุคคล พร้อมกับสร้างมาตรฐานเดียวกัน ดำเนินธุรกิจสินเชื่อบุคคลของผู้ประกอบการทั้งระบบ

ปัจจัยสนับสนุนการออกเกณฑ์กำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของ ธปท. ออกเกณฑ์ควบคุมสินเชื่อบุคคลอนาคต น่าจะได้แก่ ;

ความกังวลของ ธปท. ประเด็นสิทธิผู้บริโภค โดยเฉพาะการกำหนดดอกเบี้ยและ
ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของผู้ประกอบการ ที่เริ่มตั้งแต่ออกประกาศลงวันที่ 3 มีนาคม 2547 เรื่องกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โดยประกาศดอกเบี้ยสูงสุด และดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูงสุด ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้าสินเชื่อทุกประเภท ณ สำนักงานธนาคารทุกแห่ง พร้อมแจ้งให้ ธปท.ทราบภายใน 3 วัน หลังออกประกาศ และทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยดังกล่าว

เนื่องจากผู้ประกอบการบางราย อาจกำหนดดอกเบี้ย รวมค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการบางราย อาจแยกค่าธรรมเนียมจากดอกเบี้ยต่างหาก ส่งผลไม่มีมาตรการกำหนดราคาชัดเจน

ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่อาจทำให้ผู้ขอสินเชื่อสับสน และไม่สามารถเปรียบเทียบรายจ่ายที่จะเกิดจากการขอสินเชื่อระหว่างผู้ประกอบการรายต่างๆ ได้เต็มที่

เพื่อให้การกำหนดดอกเบี้ยอยู่ในระดับเหมาะสม เป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งระบบ คาดทางการคงจะกำกับเพิ่มเติม ลักษณะตั้งเพดานดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ประกอบการจะเรียกเก็บจากลูกค้าได้

จากปัจจุบัน กลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นธนาคารพาณิชย์ กำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลเฉลี่ย 28.37 % รวมค่าธรรมเนียมแล้ว ขณะที่สถาบันไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ คิดดอกเบี้ยเฉลี่ยปัจจุบันประมาณ 31.06% ไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ต่างกันระหว่างผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ความกังวลหนี้ภาคครัวเรือน ก็มีส่วนต่อการเข้ามากำกับธุรกิจสินเชื่อ
บุคคลครั้งนี้ เนื่องจากความแพร่หลายบริการสินเชื่อบุคคลรายย่อย ที่เริ่มเข้าถึงประชาชนมากขึ้นระยะหลัง

คาดทางการคงพิจารณาทั้งด้านความเสี่ยงผู้บริโภค และของผู้ประกอบการ สำหรับผู้บริโภค ทางการคงกังวลว่า การก่อภาระหนี้สินมากขึ้น อาจส่งผลความสามารถชำระที่ลดลงอนาคต

โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายได้น้อย ที่น่าจะเปราะบางมากกว่า หากได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจ ขณะที่ด้านผู้ประกอบการ อาจถูกกระทบจากความเสี่ยงทำการตลาดเชิงรุกช่วงที่ผ่านมา หากไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงรัดกุมพอ

ข้อสังเกตออกเกณฑ์ใหม่ควบคุมสินเชื่อบุคคล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีข้อสังเกตเบื้องต้น มาตรการที่อาจออกมาควบคุมสินเชื่อบุคคลอนาคต ดังนี้ ;

สินเชื่อบุคคล เป็นสินเชื่อที่รองรับผู้มีรายได้น้อยที่สุดประเภทสินเชื่อเพื่ออุปโภค
บริโภคทั้งหมด ลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เป็นตลาดขนาดใหญ่สุด แม้วงเงินต่อรายจะต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ

ขณะเดียวกัน สินเชื่อบุคคล เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ ต่างจากสินเชื่อบัตรเครดิต ที่ต้องซื้อสินค้า หรือบริการ จากร้านค้าที่รับบัตร ทำให้ธุรกิจสินเชื่อบุคคล มีศักยภาพจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงสูง จากรายได้ลูกค้า ต่ำกว่าลูกค้ากลุ่มสินเชื่ออื่นๆ

การปล่อยให้ธุรกิจขยายตัวเสรี โดยปราศจากการกำกับควบคุมจากทางการ อาจส่งผลย้อนกลับที่คุณภาพสินเชื่อ ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือน ตลอดจนระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้

จุดประสงค์ใช้ / กลุ่มลูกค้า สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค

จุดประสงค์กลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการ
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตอบสนองความต้องการซื้อบ้านและที่อยู่อาศัย เป็นสินเชื่อมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้มีรายได้ตั้งแต่ปานกลางถึงสูง สำหรับราคาบ้าน 1 ล้านบาท ผู้กู้ต้องมีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
สินเชื่อบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ตอบสนองความต้องการซื้อสินค้าเป็นหลัก เป็นวงเงินล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ถือบัตรผู้มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
สินเชื่อบุคคลไม่มีหลักประกันตอบสนองความต้องการเงินสดฉุกเฉิน เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ผู้ขอสินเชื่อมีจุดประสงค์การใช้ที่หลากหลายผู้มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มลูกค้าใหญ่สุด และผู้มีรายได้ 10,000–20,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่รองลงมา
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ปัจจุบัน ยังคงไม่แน่ชัด ว่าเกณฑ์ใหม่ควบคุมธุรกิจสินเชื่อบุคคล จะออกมารูปแบบใด แต่เป็นไปได้ ว่าทางการอาจกำหนดเพดานดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ขั้นต่ำผู้ขอสินเชื่อ เช่นเดียวกับเกณฑ์ควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตช่วงที่ผ่านมา

หากทางการกำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล ผลดีที่เกิดขึ้น คือสามารถขจัดปัญหาเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค จากการกำหนดดอกเบี้ยสูงเกินไปของผู้ประกอบการ รวมทั้งกำกับดูแลผู้ประกอบการธุรกิจ ให้แบกรับความเสี่ยงระดับที่เหมาะสม ภายใต้กรอบกำหนดราคาเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลคุณภาพสินเชื่อในระบบรวมดีขึ้น

กรณีทางการกำหนดรายได้ขั้นต่ำผู้ขอสินเชื่อ คาดผลดี คือสามารถขจัดปัญหากลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่อาจแบกรับความเสี่ยงก่อหนี้สินมากเกินไป ขณะเดียวกัน เป็นการควบคุมระบบบริหารความเสี่ยงผู้ประกอบการ ซึ่งทางการมองว่าอาจไม่สามารถดูแลความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าระดับล่างนี้ได้ดีเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการออกเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ จากทางการ คือลดสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบของลูกค้าระดับล่าง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง กรณีกำหนดเพดานดอกเบี้ย หรือลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนด กรณีกำหนดรายได้ขั้นต่ำ ซึ่งย่อมจะผลักดันลูกค้าระดับล่างสุด อาจต้องหันไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบแทน

ไม่ว่าเกณฑ์ใหม่ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ทางการคงจะได้ประเมินและชั่งน้ำหนัก ผลดี–ผลเสีย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบโดยรวม มาตรการใหม่ที่จะออกมา คงจะเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นกำกับธุรกิจนี้ ก่อนที่อาจตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ต่างๆ ตามสถานการณ์ และความเหมาะสม อนาคต

เพดานดอกเบี้ยใหม่ ที่คาดว่าจะออกมาควบคุมสินเชื่อส่วนบุคคล ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
มองว่า จะนำไปสู่การปรับตัว และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจผู้ประกอบการ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละราย จะต่างกัน ตามนโยบายปล่อยสินเชื่อ บริหารความเสี่ยงภายใน ระดับหนี้เสีย ต้นทุนดำเนินงานผู้ประกอบการแต่ละรายนั้นๆ

กลุ่มผู้ประกอบการที่น่าจะได้รับผลกระทบจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยจากทางการมากที่สุด น่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีพอร์ตสินเชื่อความเสี่ยงค่อนข้างสูง หรือมีฐานลูกค้าปัจจุบันที่ความเสี่ยงค่อนข้างมาก จากรายได้ที่ต่ำ

สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว เกณฑ์เพดานดอกเบี้ยใหม่ ย่อมจำกัดผลตอบแทนที่จะได้รับ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ คงต้องจัดการความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน เพดานดอกเบี้ยใหม่ ยังคงจะมีผลต่อการทำตลาดของผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวระยะต่อไป ไม่ว่าจะกำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ และทำระบบบริหารความเสี่ยงภายใน ปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้สินเชื่อบุคคล และหันรุกธุรกิจประเภทอื่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น

ตรงข้าม สำหรับผู้ประกอบการที่คุณภาพพอร์ตสินเชื่อดี หรือจับกลุ่มลูกค้ารายได้สูงกว่านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยใหม่น้อยกว่า แม้ว่าสำหรับผู้ประกอบการบางราย มาตรการดังกล่าว อาจทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับ ลดลงก็ตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กลุ่มผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน น่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในเกณฑ์ดี นโยบายบริหารความเสี่ยงอนุรักษ์นิยม

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหลายรายในตลาดปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มจะปรับปรุงคุณภาพพอร์ตสินเชื่อตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากการทำตลาด ที่เพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้าชำระสินเชื่อตรงเวลา ได้แก่ เพิ่มแรงจูงใจลดดอกเบี้ย หากลูกค้าชำระตรงเวลา เพื่อเก็บลูกค้าที่ดีไว้ระยะยาว

ทำให้คาดว่า ผลกระทบต่อตลาดโดยรวม จากมาตรการกำหนดเพดานดอกเบี้ย น่าจะเป็นรูปแบบปรับตัวทำธุรกิจ ได้แก่ ลดต้นทุน เพิ่มสัดส่วนเป้าหมายรายได้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม เป็นต้น

มากกว่าจะทำให้ลดปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ภาพรวม คาดมาตรการดังกล่าว ส่งผลสินเชื่อบุคคลขยายตัว อัตรามีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ผลกระทบโดยรวมที่จะเกิดจากเกณฑ์ใหม่ ควบคุมสินเชื่อ
บุคคล น่าจะมากกว่าผลกระทบกำหนดเกณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิต เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายธุรกิจสินเชื่อบุคคล มักเป็นกลุ่มบุคคลรายได้น้อยกว่ากลุ่มลูกค้าบัตรเครดิต และจำเป็นใช้เงินสดมากกว่ากลุ่มลูกค้าระดับอื่นๆ

ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิต กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือผู้ต้องการความสะดวก รับวงเงินซื้อสินค้าล่วงหน้า ครอบคลุมตั้งแต่ผู้มีรายได้ปานกลาง ถึงผู้มีรายได้สูง ธุรกิจบัตรเครดิต ยังมีแหล่งรายได้กระจายตัวมากกว่า ทั้งจากผู้ถือบัตร และร้านค้าที่รับบัตร

ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อบุคคล อาศัยรายได้ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม เป็นหลัก ดังนั้น ความยืดหยุ่นปรับตัวหลังออกเกณฑ์ควบคุมสินเชื่อบุคคล จึงน่าจะน้อยกว่าธุรกิจบัตรเครดิต

ความแตกต่างผลกระทบจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต

สินเชื่อบุคคลสินเชื่อบัตรเครดิต*
กรณีเลวร้ายที่สุด ทางออกกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบุคคลเดิม ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ คือหันพึ่งแหล่งเงินทุนนอกระบบ

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ ว่ากลุ่มลูกค้าดังกล่าวบางส่วน อาจโอนบัญชีไปโครงการต่างๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ตามนโยบายภาครัฐ รองรับให้บริการการเงินลูกค้ากลุ่มนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า เพดานดอกเบี้ยใหม่ จะตัดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้าสินเชื่อบุคคลบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะยังคงหาทางออก ดำเนินธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยปรับเปลี่ยนการให้สินเชื่อ พิจารณาวงเงินเข้มงวดมากกว่าเดิม เป็นต้นทางออกกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ น่าจะได้แก่ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใช้จ่ายไปใช้เงินสดเพิ่มขึ้น ชะลอตัดสินใจซื้อสินค้า เนื่องจากไม่ได้รับวงเงินซื้อสินค้าล่วงหน้า หรือขอสินเชื่อบุคคล เป็นต้น มากกว่าต้องขอสินเชื่อนอกระบบ

สำหรับผู้ประกอบการบัตรเครดิต ช่องทางปรับตัว จะมากกว่าสินเชื่อบุคคล เนื่องจากสามารถหันมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มรายได้อื่นๆ ตราบใดที่ยังสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรได้

ขณะที่ความต้องการใช้สินเชื่อบุคคล อาจต้องมาจากความต้องการเงินสด กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว คือผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย

ประเมินโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย
*ผลกระทบจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ย ควบคู่กำหนดรายได้ขั้นต่ำผู้ถือบัตร

สรุป
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หารือกับผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) กำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์

หลังก่อนหน้านี้ หารือประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2547 ทำให้เป็นไปได้ว่า ธปท. จะกำหนดมาตรการควบคุมสินเชื่อบุคคลอนาคตอันใกล้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ทางการจะให้น้ำหนักคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมทั้งควบคุมความเสี่ยง จากการเกิดหนี้ภาคครัวเรือนอนาคตเป็นหลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า หากทางการกำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล ผลดี คือสามารถขจัดปัญหาเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค กำหนดดอกเบี้ยสูงเกินไป รวมทั้งกำกับดูแลผู้ประกอบการธุรกิจทางอ้อม ให้แบกรับความเสี่ยงระดับที่เหมาะสม ภายใต้กรอบกำหนดราคาเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อในระบบรวม ดีขึ้น

กรณีหากทางการกำหนดรายได้ขั้นต่ำผู้ขอสินเชื่อ จะส่งผลลดปัญหากลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่แบกรับความเสี่ยงก่อหนี้สูงเกินตัว ขณะเดียวกัน ควบคุมความเสี่ยงผู้ประกอบการ ที่ทางการอาจมองว่า ไม่สามารถดูแลกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ที่มีความเสี่ยงสูงนี้ได้ดีเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการออกเกณฑ์ใหม่ทางการ คือลดสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบของลูกค้าระดับล่าง ที่อาจผลักดันลูกค้ากลุ่มดังกล่าว อาจต้องหันพึ่งสินเชื่อนอกระบบมากขึ้น

ความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า คงนำไปสู่การปรับตัว และเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานผู้ประกอบการต่างๆ ที่ต่างกัน ตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และระดับความเสี่ยงปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายแบกรับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน เป็นผู้ประกอบการที่ดูแลพอร์ตสินเชื่อในเกณฑ์ดี ทำให้คาดว่า มาตรการกำหนดเพดานดอกเบี้ยดังกล่าว น่าจะส่งผลให้การปรับตัว เป็นไปในลักษณะลดต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนรายได้ผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อให้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมายเดิม

ขณะที่น่าจะทำให้การขยายตัวธุรกิจสินเชื่อบุคคล มีคุณภาพ และมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น คาดผลกระทบมาตรการควบคุมสินเชื่อบุคคล น่าจะมีมากกว่ากำหนดมาตรการควบคุมบัตรเครดิต เนื่องจากฐานลูกค้าธุรกิจสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย ซึ่งขนาดใหญ่กว่าฐานลูกค้าบัตรเครดิต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า ไม่ว่าเกณฑ์ใหม่ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ทางการคงจะประเมินและชั่งน้ำหนัก ผลดี–ผลเสีย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบโดยรวม มาตรการใหม่ที่จะออกมา อาจเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นต่อการกำกับธุรกิจนี้เท่านั้น ก่อนจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ และความเหมาะสม อนาคต