บล.เอเพกซ์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บมจ.ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม
บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกครบวงจร ทั้งออกแบบ ผลิต และซ่อมแซมแม่พิมพ์เพื่อผลิตชิ้นส่วนพลาสติก สำหรับจำหน่ายให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งพ่นสี พิมพ์สี และประกอบชิ้นส่วน ปัจจุบันบริษัทฯมีโรงงานผลิต 2 แห่ง โดยโรงงานแห่งที่ 2 เพิ่งจะเปิดดำเนินการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสำหรับรองรับความต้องการผลิต-ภัณฑ์ชิ้นส่วนพลาสติกของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
ในปี 46 บริษัทฯมีโครงสร้างรายได้หลักจากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์ประมาณ 50% ชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า 43% และอื่นๆ อีก 7% สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 47 บริษัทฯมีรายได้ หลักมาจากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า 58% ซึ่งสัดส่วนรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลงเป็น 39% และอื่นๆ 3% การที่สัดส่วนรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น มาจากการผลิตในชิ้นส่วนดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากบริษัทฯยังมีคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่จากปีที่ผ่านมา แต่เป้าหมายที่แท้จริงของบริษัทฯเน้นการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์มากกว่า 50% เนื่องจากรายได้ ในการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์จะมีมูลค่ามากกว่ารายได้จากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่อง ใช้ไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงไม่ทิ้งการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นฐานการผลิต ที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับบริษัทฯ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ช่วยให้บริษัทฯสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา เพราะความต้องการยังคงมีอยู่อย่าง ต่อเนื่อง สอดคล้องกับจุดเด่นของ บริษัทฯที่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิต ระหว่างชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างทันที
บริษัทฯมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 46 เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาห-กรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยบริษัทฯต้องการขยายกำลังการ ผลิตเพิ่มขึ้นจาก 3,600 ตัน/ปีในปี 46 เป็น 8,700 ตัน/ปีในปี 47 และในปี 48 บริษัทฯต้องการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 11,300 ตัน/ปี
รายได้ของบริษัทฯส่วนใหญ่มาจากรายได้การขายสินค้ากว่า 95% ของรายได้รวม ซึ่งการขยายกำลังการผลิตช่วยให้บริษัทฯมีรายได้ในส่วนของยอดขายสูงขึ้น โดยยอดขายในปี 46 เท่ากับ 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 45 คิดเป็น 41% สำหรับกำไรสุทธิในปี 46 เพิ่มขึ้นถึง 108% จากปี 45 และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.30 บาทในปี 46 เพิ่มขึ้นจาก 0.23 บาทในปี 45
เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมพลาสติก ยังคงเติบโต ได้อย่างต่อเนื่องตามการเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากอุต-สาหกรรมพลาสติกเป็นอุตสาห-กรรมพื้นฐานที่ใช้กับชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวที่สูงขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงการสนับสนุนของภาครัฐที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การผลิต รถยนต์ในเอเชีย จะส่งผลดีต่อบริษัทฯอย่างมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มียอดขายเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเราประมาณการยอดขายในปีนี้ของ บริษัทฯไว้ที่ 732 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นเป็น 53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา กำไรต่อหุ้นเท่า กับ 0.25 บาท เราประเมินราคาตาม ปัจจัยพื้นฐานสิ้นปี 47 ของบริษัทด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ที่ 4.50 บาท คิดเป็น P/E ที่ระดับ 18 เท่า และจะลดลงเหลือประมาณ 10 เท่าสำหรับกำไรในปี 48
ที่มา : บล.เอเพกซ์
บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกครบวงจร ทั้งออกแบบ ผลิต และซ่อมแซมแม่พิมพ์เพื่อผลิตชิ้นส่วนพลาสติก สำหรับจำหน่ายให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งพ่นสี พิมพ์สี และประกอบชิ้นส่วน ปัจจุบันบริษัทฯมีโรงงานผลิต 2 แห่ง โดยโรงงานแห่งที่ 2 เพิ่งจะเปิดดำเนินการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสำหรับรองรับความต้องการผลิต-ภัณฑ์ชิ้นส่วนพลาสติกของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
ในปี 46 บริษัทฯมีโครงสร้างรายได้หลักจากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์ประมาณ 50% ชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า 43% และอื่นๆ อีก 7% สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 47 บริษัทฯมีรายได้ หลักมาจากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า 58% ซึ่งสัดส่วนรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลงเป็น 39% และอื่นๆ 3% การที่สัดส่วนรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น มาจากการผลิตในชิ้นส่วนดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากบริษัทฯยังมีคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่จากปีที่ผ่านมา แต่เป้าหมายที่แท้จริงของบริษัทฯเน้นการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์มากกว่า 50% เนื่องจากรายได้ ในการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์จะมีมูลค่ามากกว่ารายได้จากการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่อง ใช้ไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงไม่ทิ้งการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นฐานการผลิต ที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับบริษัทฯ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ช่วยให้บริษัทฯสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา เพราะความต้องการยังคงมีอยู่อย่าง ต่อเนื่อง สอดคล้องกับจุดเด่นของ บริษัทฯที่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิต ระหว่างชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างทันที
บริษัทฯมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 46 เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาห-กรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยบริษัทฯต้องการขยายกำลังการ ผลิตเพิ่มขึ้นจาก 3,600 ตัน/ปีในปี 46 เป็น 8,700 ตัน/ปีในปี 47 และในปี 48 บริษัทฯต้องการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 11,300 ตัน/ปี
รายได้ของบริษัทฯส่วนใหญ่มาจากรายได้การขายสินค้ากว่า 95% ของรายได้รวม ซึ่งการขยายกำลังการผลิตช่วยให้บริษัทฯมีรายได้ในส่วนของยอดขายสูงขึ้น โดยยอดขายในปี 46 เท่ากับ 470 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 45 คิดเป็น 41% สำหรับกำไรสุทธิในปี 46 เพิ่มขึ้นถึง 108% จากปี 45 และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.30 บาทในปี 46 เพิ่มขึ้นจาก 0.23 บาทในปี 45
เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมพลาสติก ยังคงเติบโต ได้อย่างต่อเนื่องตามการเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากอุต-สาหกรรมพลาสติกเป็นอุตสาห-กรรมพื้นฐานที่ใช้กับชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวที่สูงขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงการสนับสนุนของภาครัฐที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การผลิต รถยนต์ในเอเชีย จะส่งผลดีต่อบริษัทฯอย่างมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มียอดขายเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเราประมาณการยอดขายในปีนี้ของ บริษัทฯไว้ที่ 732 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นเป็น 53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา กำไรต่อหุ้นเท่า กับ 0.25 บาท เราประเมินราคาตาม ปัจจัยพื้นฐานสิ้นปี 47 ของบริษัทด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ที่ 4.50 บาท คิดเป็น P/E ที่ระดับ 18 เท่า และจะลดลงเหลือประมาณ 10 เท่าสำหรับกำไรในปี 48
ที่มา : บล.เอเพกซ์