“ยาว ปืนใหญ่” แจงปมเงินอัดฉีดตะกร้อ ย้ำวัฒนธรรมแบ่งปันในแคมป์ ชี้ทีมเดี่ยวคือโบนัส ทุกคนต้องได้ส่วนแบ่ง
“ยาว ปืนใหญ่” สิทธิพงศ์ คำจันทร์ นักตะกร้อทีมชาติไทย ออกมาชี้แจงถึงระบบการแบ่งเงินรางวัลภายในแคมป์ตะกร้อทีมชาติไทย หลังเกิดประเด็นนักกีฬา 2 รายไม่ร่วมแบ่งเงินอัดฉีดจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 โดยยืนยันว่าระบบดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่นักกีฬารับรู้และปฏิบัติสืบต่อกันมา เพื่อรักษาความสามัคคีและป้องกันปัญหาความขัดแย้งภายในทีม
สิทธิพงศ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในแคมป์ทีมชาติไทยเมื่อปี 2014 การแบ่งเงินรางวัลจะมีการพูดคุยและตกลงกันก่อนการแข่งขันทุกครั้ง โดยยึดหลักสัญญาใจว่า หากได้รับเงินรางวัลจะนำมาแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม ขณะที่ผู้เล่นซึ่งลงแข่งขันมากกว่าอาจได้รับส่วนต่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามข้อตกลง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเงินรางวัลจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ซึ่งตามธรรมเนียมของทีมตะกร้อไทยจะมีการแบ่งเงินรางวัลระหว่างทีมชุดและทีมเดี่ยวแตกต่างกัน โดยเงินรางวัลทีมชุดถือเป็นสิทธิของนักกีฬาที่ลงสนาม ส่วนเงินรางวัลประเภททีมเดี่ยวจะถือเป็นโบนัสที่ต้องนำมาแบ่งให้กับนักกีฬาทุกคนภายในแคมป์ทีมชาติ
สิทธิพงศ์ อธิบายว่า ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ทีมชุดของไทยคว้าเหรียญเงิน โดยได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 1,000,000 บาท ซึ่งนักกีฬาทั้ง 12 คนจะได้รับเต็มจำนวนข้อตกลงที่กำหนดไว้ ขณะที่ประเภททีมเดี่ยวคว้าเหรียญทอง มีนักกีฬา 5 คนได้รับเงินรางวัลคนละ 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้ถือเป็นโบนัสที่ต้องนำเข้าสู่กองกลางเพื่อเฉลี่ยให้กับนักกีฬาในแคมป์
ตามการคำนวณที่สิทธิพงศ์เปิดเผย นักกีฬาที่ลงแข่งขันประเภททีมชุดเพียงอีเวนต์เดียว จำนวน 7 คน จะได้รับเงินคนละ 1,500,000 บาท ส่วนนักกีฬาที่ลงแข่งขันประเภททีมเดี่ยว จำนวน 5 คน จะได้รับเงินคนละ 1,700,000 บาท ขณะที่คู่ซ้อม 12 คน ซึ่งไม่ได้เดินทางไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ จะได้รับเงินคนละ 100,000 บาท
แต่เมื่อมีนักกีฬา 2 คนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้ก่อนเดินทาง นักกีฬาทีมชุด 7 คนจึงตัดสินใจแบ่งเงินเพิ่มเติมเพื่อสมทบให้กับคู่ซ้อม ส่งผลให้เงินที่แต่ละคนได้รับลดลงเหลือคนละ 1,300,000 บาท ขณะที่นักกีฬาอีก 3 คน ซึ่งลงแข่งขัน 2 อีเวนต์ ยังคงได้รับเงินคนละ 1,700,000 บาทตามเดิม
สิทธิพงศ์ กล่าวว่า ระบบการแบ่งเงินรางวัลของนักตะกร้อทีมชาติไทยเป็นวัฒนธรรมของการเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในแคมป์ครั้งแรก รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนจะเป็นผู้แบ่งปันเงินรางวัลให้กับรุ่นน้อง และเมื่อถึงวันที่ตนเองกลายเป็นรุ่นพี่ ก็ต้องรู้จักแบ่งปันกลับคืนให้กับนักกีฬารุ่นหลังเช่นเดียวกัน
ส่วนการคัดเลือกนักกีฬาไปแข่งขันประเภททีมเดี่ยว ถือเป็นหน้าที่ที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ฝึกสอน โดยนักกีฬาทั้ง 5 คนที่ได้รับเลือกถือเป็นกลุ่มที่ได้รับการยอมรับในฝีมือระดับสูงของวงการตะกร้อ แต่ก่อนลงแข่งขันทุกคนรับรู้และยอมรับอยู่แล้วว่า เงินรางวัลจากประเภททีมเดี่ยวจะถูกนำมาแบ่งปันให้กับคนอื่นในแคมป์ด้วย
สิทธิพงศ์ยกตัวอย่างนักกีฬารุ่นพี่อย่าง “ปุ้ย” พรชัย เค้าแก้ว และ “โน้ต” ภัทรพงษ์ ยุพดี ซึ่งเคยได้รับเลือกให้ลงแข่งขันประเภททีมเดี่ยว ก็ปฏิบัติตามข้อตกลงและแบ่งเงินรางวัลตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้เช่นเดียวกัน
นักตะกร้อทีมชาติไทยรายนี้ยังยกตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2022 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งครั้งนั้นตนลงแข่งขันทั้งประเภททีมชุดและทีมเดี่ยว และคว้าเหรียญทองได้ทั้งสองรายการ โดยได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติรวม 4,000,000 บาท
อย่างไรก็ตาม สิทธิพงศ์เลือกเก็บเงินรางวัลจากประเภททีมชุดจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิที่ตนได้รับจากการลงแข่งขัน ส่วนเงินรางวัลประเภททีมเดี่ยวอีก 2,000,000 บาท นำเข้าสู่กองกลางเพื่อเฉลี่ยให้กับนักกีฬาภายในแคมป์ โดยตนได้รับส่วนแบ่งกลับมา 100,000 บาท ทำให้ได้รับเงินรวมทั้งสิ้น 2,100,000 บาท จากเงินรางวัลที่ได้รับตามผลงาน 4,000,000 บาท
เจ้าตัวยืนยันว่า การยอมแบ่งเงินในครั้งนั้นเป็นไปเพื่อรักษาระบบที่ทุกคนยึดถือร่วมกัน และทำให้วัฒนธรรมการแบ่งปันภายในทีมยังคงดำเนินต่อไป
เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ต้องมีระบบแบ่งเงินรางวัลภายในแคมป์ สิทธิพงศ์ระบุว่า จุดประสงค์สำคัญคือการป้องกันความขัดแย้งและรักษาความสามัคคีในทีม เพราะหากใช้หลักว่าใครลงแข่งขันมากกว่าต้องได้รับเงินมากกว่า นักกีฬาทุกคนก็อาจต้องการลงแข่งขันหลายอีเวนต์เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่น
ขณะเดียวกัน นักกีฬาในแคมป์ต่างมีฝีมือใกล้เคียงกัน จนไม่สามารถตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าใครเก่งกว่าใคร หรือใครควรได้รับโอกาสลงแข่งขันมากกว่ากัน ทีมจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า ประเภททีมชุดเป็นรายการที่นักกีฬาตัวจริงทุกคนต้องลงสนาม และเงินรางวัลจากรายการนี้จะเป็นสิทธิของผู้เล่นโดยไม่มีการนำไปแบ่งให้ผู้อื่น
ส่วนการแข่งขันรายการอื่น โดยเฉพาะประเภททีมเดี่ยว จะถือเป็นโบนัสที่ต้องนำมาเฉลี่ยให้กับนักกีฬาทุกคนในแคมป์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างผู้เล่น และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของทีมเอาไว้
สำหรับอนาคตของนักกีฬา 2 คนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง สิทธิพงศ์ยอมรับว่า ตนไม่สามารถเข้าไปจัดการเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งนักกีฬาทั้งคู่ยังมีฝีมือที่ดี แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องการรักษาคำพูดและความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมทีม
สิทธิพงศ์ย้ำว่า นักกีฬาทุกคนไม่ได้ประกาศแบนหรือปฏิเสธที่จะร่วมงานกับทั้งสองคน เพียงแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว จะสามารถกลับมาเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมทีมและอยู่ร่วมกันในแคมป์ได้อย่างไรนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับตัวนักกีฬาเองและมุมมองของเพื่อนร่วมทีมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


