เปิดใจนักตะกร้อปมเงินอัดฉีดเอเชียนเกมส์! ยันไม่เคยคิดเบี้ยวเพื่อน แต่ค้านสูตรเฉลี่ยไม่เป็นธรรม คนเล่น 2 อีเวนท์ควรได้มากกว่านี้
กลายเป็นประเด็นร้อนในแคมป์ตะกร้อทีมชาติไทย หลังเกิดข้อขัดแย้งเรื่องการแบ่งเงินรางวัลอัดฉีดจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ โดยมีนักกีฬา 2 รายไม่ยินยอมเข้าร่วมเฉลี่ยเงินรางวัลตามข้อตกลงของทีม ล่าสุด หนึ่งในนักกีฬาที่ถูกพาดพิงออกมาเปิดใจถึงเหตุผล ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปฏิเสธการแบ่งเงินให้เพื่อนร่วมทีม แต่เห็นว่าสัดส่วนการแบ่งเงินรางวัลไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะนักกีฬาที่ลงแข่งขันถึง 2 อีเวนท์และคว้าเหรียญทองมาครอง
นักกีฬารายดังกล่าวเปิดเผยว่า ก่อนเดินทางไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ นักกีฬาทั้ง 24 คนได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารือเรื่องการแบ่งเงินรางวัล พร้อมคำนวณตัวเลขเบื้องต้นในกรณีที่ทีมตะกร้อไทยสามารถคว้าได้ 2 เหรียญทอง
ตามการคำนวณในเวลานั้น นักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์จะได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติรวม 4,000,000 บาท ก่อนนำมาเฉลี่ยเหลือคนละ 2,400,000 บาท ขณะที่นักกีฬาที่ลงแข่งขันเพียง 1 อีเวนท์ ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินรางวัล 2,000,000 บาท จะได้รับเพิ่มเป็น 2,200,000 บาท ส่วนเพื่อนร่วมทีมอีก 12 คนที่ไม่ได้เดินทางไปแข่งขัน จะได้รับส่วนแบ่งคนละ 100,000 บาท
เจ้าตัวยอมรับว่า ในตอนนั้นมีความคิดที่จะคัดค้าน เพราะมองว่าการเพิ่มเงินให้นักกีฬาที่ลงแข่งขันเพียง 1 อีเวนท์อีกคนละ 200,000 บาทนั้นไม่เป็นธรรม เนื่องจากเมื่อ 4 ปีก่อน ตนเคยลงแข่งขันเพียง 1 อีเวนท์เช่นกัน แต่ได้รับเงินรางวัลตามเกณฑ์ 2,000,000 บาท โดยไม่มีการเฉลี่ยเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ยังพอใจกับข้อตกลงที่นักกีฬาซึ่งลงแข่งขัน 2 อีเวนท์จะได้รับคนละ 2,400,000 บาท
แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อการแข่งขันจบลง โดยทีมตะกร้อไทยคว้าเหรียญเงินจากประเภททีมชุด และเหรียญทองจากประเภททีมเดี่ยว ทำให้กลุ่มนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 1 อีเวนท์นำตัวเลขเงินรางวัลมาคำนวณแบ่งกันใหม่ ส่งผลให้นักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์จะได้รับเงินเฉลี่ยเหลือคนละ 1,700,000 บาท ขณะที่นักกีฬาที่ลงแข่งขัน 1 อีเวนท์จะได้รับคนละ 1,500,000 บาท ส่วนเพื่อนร่วมทีม 12 คนที่ไม่ได้เดินทางไปแข่งขันยังคงได้รับคนละ 100,000 บาทตามเดิม
นักกีฬารายนี้มองว่า สูตรการแบ่งเงินรางวัลครั้งใหม่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลงานและจำนวนอีเวนท์ที่ลงแข่งขัน เพราะผู้ที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์และคว้าเหรียญทอง ควรได้รับเงินรางวัลอย่างน้อย 2,000,000 บาทตามเกณฑ์ของกองทุนฯ ขณะที่ผู้ลงแข่งขัน 1 อีเวนท์และได้เหรียญเงิน ควรได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาทตามเกณฑ์เช่นกัน
เจ้าตัวยืนยันว่า หากจะเพิ่มเงินให้นักกีฬาที่ลงแข่งขัน 1 อีเวนท์อีก 100,000-200,000 บาท ก็ยังเป็นจำนวนที่พอรับได้ แต่การเพิ่มขึ้นถึง 500,000 บาทต่อคนถือว่ามากเกินไป เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งของนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์
ทั้งนี้ มีการพูดคุยกันภายในทีมแล้ว โดยเจ้าตัวยืนยันว่า จากเงินรางวัล 3,000,000 บาทที่ตนได้รับจากการลงแข่งขัน 2 อีเวนท์ พร้อมแบ่งเข้ากองกลางเพียง 1,000,000 บาทเท่านั้น แต่สุดท้ายไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 1 อีเวนท์จำนวน 7 คน และนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์อีก 3 คน เห็นด้วยกับแนวทางของเสียงข้างมาก ขณะที่ตนและเพื่อนร่วมทีมอีก 1 คนไม่ยินยอม
นักกีฬารายดังกล่าวยังเผยว่า แม้จะยืนยันว่าพร้อมแบ่งเงิน 1,000,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้นำเงินเข้ากองกลาง เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตในทีมชาติ โดยมองว่าในวงการตะกร้อ หากนักกีฬามีปัญหาเกี่ยวกับเงินรางวัล อาจถูกมองว่าเป็นคนสร้างปัญหา และส่งผลต่อโอกาสในการติดทีมชาติในอนาคต
เจ้าตัวยังระบุว่า นอกจากจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงแล้ว ยังมีบุคคลโทรศัพท์ไปติดตามทวงเงินกับครอบครัวอีกด้วย จึงมองว่าหากต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1,000,000 บาทตามแนวทางที่ถูกกดดันให้ยอมรับ เท่ากับว่าตนต้องสูญเสียทั้งชื่อเสียงและเงินที่มองว่าควรได้รับอย่างเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลสำหรับตนและครอบครัว
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังอธิบายถึงภาระหน้าที่ของนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์ โดยระบุว่า หลังการแข่งขันประเภททีมชุดจบลงเมื่อวันที่ 25 กันยายน โค้ชได้คัดเลือกนักกีฬา 5 คนจากทีมชุดเพื่อไปแข่งขันต่อในประเภททีมเดี่ยวจนถึงรอบชิงชนะเลิศวันที่ 29 กันยายน
นักกีฬา 7 คนที่ไม่ได้รับเลือกให้ลงแข่งขันต่อจึงมีเวลาพักผ่อน สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ และไม่ต้องเผชิญกับการฝึกซ้อมหรือความกดดันจากสถานการณ์ที่ทีมชาติไทยจำเป็นต้องเอาชนะมาเลเซียเพื่อกู้ชื่อเสียงของประเทศ ขณะที่นักกีฬาที่ได้รับเลือกให้ลงแข่งขันต่อยังต้องแบกรับความคาดหวังและความกดดันดังกล่าว
เจ้าตัวย้ำว่า แม้จะไม่สามารถปฏิเสธการลงแข่งขันประเภททีมเดี่ยวได้ เพราะเมื่อโค้ชเลือกแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ แต่เมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นกลับต้องมาเผชิญข้อขัดแย้งเรื่องเงินรางวัล จึงรู้สึกว่าการเสียสละและภาระหน้าที่ของนักกีฬาที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์ไม่ได้รับการคำนึงถึงอย่างเหมาะสม
“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่แบ่งเงินให้เพื่อนร่วมทีม แต่ต้องการให้การแบ่งเงินเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล คนที่ลงแข่งขัน 2 อีเวนท์ก็เสียสละและทำหน้าที่เพื่อทีมชาติไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายแล้วคำว่าประเทศไทยต้องมาก่อนเสมอ”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อขัดแย้งระหว่างนักกีฬาภายในทีม ไม่เกี่ยวข้องกับ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ผู้จัดการทีม และ ผู้ฝึกสอน โดยข้อมูลข้างต้นเป็นคำชี้แจงจากนักกีฬาฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับสูตรการเฉลี่ยเงินรางวัล ซึ่งรายละเอียดข้อตกลงและมุมมองของนักกีฬาฝ่ายอื่นยังเป็นประเด็นที่ต้องรับฟังเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงและเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน


