ท่ามกลางกระแสการแข่งขันโกคาร์ทเยาวชนที่ได้รับความสนใจจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตไทย ชื่อของ DT Motorsport กลายเป็นที่จับตามอง หลังรถแข่งหมายเลข 69 ของ “น้องพายุ” พายุ รังษีสิงห์พิพัฒน์ เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ในการแข่งขัน Super Kart Thailand 2026 รุ่น Cadet B ก่อนที่ผลการตรวจสอบทางเทคนิคจะนำไปสู่การตัดสินว่ารถแข่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องเสื้อสูบเครื่องยนต์ และทีมต้องออกแถลงการณ์ยอมรับคำตัดสินของสมาคมฯ
DT Motorsport เป็นทีมแข่งรถโกคาร์ทและทีมสนับสนุนทางเทคนิคที่ทำหน้าที่ดูแลความพร้อมของรถแข่ง ตั้งแต่การเซ็ตอัพรถ การเตรียมเครื่องยนต์ ไปจนถึงการสนับสนุนนักแข่งในการลงแข่งขัน โดยมีบทบาทในวงการมอเตอร์สปอร์ตเยาวชนของไทย
สำหรับการแข่งขันรถโกคาร์ท โดยเฉพาะในรุ่นเยาวชนที่มีข้อกำหนดด้านเทคนิคอย่างชัดเจน การทำงานของทีมเบื้องหลังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้ความสามารถของนักแข่ง เพราะนอกจากการทำความเร็วในสนามแล้ว รถแข่งยังต้องผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามข้อบังคับของรายการแข่งขันทุกประการ
ส่วนในการแข่งขัน Super Kart Thailand 2026 รุ่น Cadet B สำหรับนักแข่งอายุ 8-9 ปี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่สนามพีระเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี รถแข่งหมายเลข 69 ของ “น้องพายุ” พายุ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ DT Motorsport สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1
อย่างไรก็ตาม หลังการแข่งขัน ทีมคู่แข่งได้ยื่นประท้วงเกี่ยวกับข้อกำหนดทางเทคนิค โดยตั้งข้อสงสัยว่าเสื้อสูบเครื่องยนต์ที่ใช้กับรถหมายเลข 69 ไม่ตรงตามรุ่นหรือข้อกำหนดที่ระบุไว้สำหรับการแข่งขันรุ่น Cadet B
ในช่วงแรก DT Motorsport ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจง โดยยืนยันว่าเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นของแท้และอยู่ภายใต้เอกสารรับรองมาตรฐานของผู้ผลิต แต่ประเด็นดังกล่าวยังต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามกติกาการแข่งขัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) ได้ตรวจสอบและมีข้อสรุปว่ารถแข่งหมายเลข 69 ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องเสื้อสูบเครื่องยนต์ของรุ่น Cadet B
ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว DT Motorsport ได้ออกแถลงการณ์น้อมรับผลการพิจารณาของ ร.ย.ส.ท. โดยไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมยอมรับว่าเกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความเอกสารรับรองมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิต หรือ Homologation Form
ทีมระบุว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของทีม ไม่ใช่ความผิดของน้องพายุ ซึ่งเป็นนักแข่งเยาวชนที่ทำหน้าที่ขับรถตามการเตรียมความพร้อมของทีม
การออกมายอมรับคำตัดสินครั้งนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องราว เพราะแยกให้เห็นถึงบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างนักแข่งผู้ทำหน้าที่ในสนาม กับทีมงานที่มีหน้าที่ดูแลรถแข่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิค
ในโลกของมอเตอร์สปอร์ต ความเร็วและทักษะของนักแข่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ขณะที่ความถูกต้องของรถแข่ง การตรวจสอบอุปกรณ์ และการทำความเข้าใจกติกาทางเทคนิค ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทีมไม่สามารถมองข้ามได้
กรณีของ DT Motorsport สะท้อนให้เห็นว่า แม้ทีมจะมีบุคลากรที่ผ่านประสบการณ์ในสนามแข่งมาอย่างยาวนาน แต่รายละเอียดในเอกสารรับรองทางเทคนิคก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการแข่งขันเยาวชนที่มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับรถแต่ละรุ่น
สำหรับน้องพายุ เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่าเป็นความผิดของนักแข่งเยาวชนเพียงเพราะเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว ขณะที่ DT Motorsport นี่คือบททดสอบด้านความรับผิดชอบและมาตรฐานการทำงานของทีม
ท้ายที่สุด การสร้างนักแข่งให้เติบโตในวงการมอเตอร์สปอร์ตไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนถ้วยรางวัลหรืออันดับบนโพเดียม แต่ยังรวมถึงการเคารพกติกา การยอมรับผลการตรวจสอบ และการนำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงการทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เพราะในสนามแข่ง ความเร็วอาจพานักแข่งไปถึงเส้นชัย แต่ความถูกต้องและความรับผิดชอบต่างหากที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีม นักแข่ง และวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในระยะยาว


