พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ ย้อนประสบการณ์คลุกคลีการแข่งขันโกคาร์ทตั้งแต่ปี 2519 ชี้การประท้วงด้านเทคนิคมีเกณฑ์วัดชัดเจน ฝากผู้ปกครองสอนเด็กยอมรับกติกา เตือนกองเชียร์ศึกษาข้อเท็จจริงก่อนวิจารณ์ หวั่นกระทบชื่อเสียงผู้เกี่ยวข้อง
อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจท่ามกลางกระแสดราม่าการประท้วงในการแข่งขันโกคาร์ท เมื่อ พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ กูรูยานยนต์ชื่อดัง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยอาศัยประสบการณ์ที่เจ้าตัวระบุว่าเคยคลุกคลีการแข่งขันโกคาร์ทมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2519 ซึ่งในยุคนั้นมีบุคคลที่ต่อมากลายเป็นคนดังในสังคมเข้าร่วมแข่งขันจำนวนมาก
พัฒนเดช ร่าผ่านเฟซบุ๊ค ว่า การประท้วงในการแข่งขันต้องพิจารณาตามกติกาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคและสเปกของรถ ซึ่งสามารถตรวจสอบและวัดผลได้ เช่น ขนาดกระบอกสูบหรือความกว้างของตัวรถ หากเกินกว่าข้อกำหนดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามกติกา ขณะที่การประท้วงเรื่องพฤติกรรมการขับขี่ เช่น การขับที่อาจเป็นอันตรายต่อคู่แข่งหรือการเบียดแย่งไลน์ในโค้ง จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานและภาพประกอบเพื่อให้กรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบ
อีกหนึ่งประเด็นที่เจ้าตัวให้ความสำคัญ คือบทบาทของผู้ปกครองในการอธิบายให้เด็กเข้าใจว่า การแข่งขันกีฬาทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากผลการประท้วงเป็นไปตามข้อกล่าวหา ผู้ถูกประท้วงก็ควรกลับไปทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเอง แต่หากการประท้วงถูกยก ผู้ประท้วงก็ต้องเรียนรู้และพิจารณาว่าการประท้วงของตนมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่
พัฒนเดช ยังยกประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับหลานชายที่ลงแข่งขันกอล์ฟในรุ่นอายุ 6 ขวบ ซึ่งเคยทำผิดกติกาโดยไม่รู้ตัว ก่อนถูกประท้วงในภายหลังจนส่งผลต่ออันดับการแข่งขัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าตัวสอนหลานว่า การเป็นนักกีฬาไม่ได้มีเพียงการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาฝีมือเท่านั้น แต่ยังต้องศึกษากฎกติกาให้แม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อผลการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังฝากถึงกรรมการผู้ทำหน้าที่ตัดสินให้ยึดกติกาและหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่หวั่นไหวต่อกระแสสังคมหรือคำวิจารณ์ที่ปราศจากข้อเท็จจริง พร้อมเตือนผู้ติดตามการแข่งขันว่า หากยังไม่เข้าใจกติกาหรือไม่ทราบที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ก็ควรใช้วิจารณญาณก่อนแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลมีชื่อเสียง เพราะการวิจารณ์โดยไม่มีข้อมูลรองรับอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้อื่น และอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายได้
ท้ายที่สุด พัฒนเดชหวังว่าเหตุการณ์จะจบลงด้วยดี พร้อมฝากให้ผู้ปกครองของนักกีฬาทุกฝ่ายใช้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนในการสอนลูกหลานให้รู้จักกติกา ยอมรับผลการแข่งขัน และเคารพคำตัดสิน เพราะหัวใจของการเป็นนักกีฬาไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรู้จักแพ้ รู้จักชนะ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน


