คอลัมน์ “Final Whistle" โดย "ผู้เล่นคนที่ 12"
เชส ฟาเบรกัส ได้รับการยกย่องในฐานะมิดฟิลด์ดีสุดคนหนึ่งของโลก และสถาปนาตัวเอง กลายเป็นกุนซือหนุ่มอนาคตไกลคนหนึ่งของวงการ
เทรนเนอร์วัย 39 ปี ใช้เวลาไม่ถึง 2 ซีซัน นับตั้งแต่รับงานคุมทีมครั้งแรก นำ โคโม ทีมเล็กๆ ของ กัลโช เซเรีย อา ลุยศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสร 119 ปี
แต่เหตุนี้ไม่สามารถสร้างความประหลาดใจแก่แฟนๆ เนื่องจาก อดีตผู้เล่น อาร์เซนอล และ เชลซี เรียนรู้จากกุนซือระดับท็อปของฟุตบอลตลอดอาชีพนักเตะ 20 ปี
กุนซือเหล่านั้นได้แก่ อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอลา, โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต้ และ 2 โค้ชทีมชาติสเปน หลุยส์ อราโกเนส กับ บิเซนเต เดล บอสเก
จุดเริ่มต้นของอาชีพปี 2003 ฟาเบรกัส วันเดอร์คิดวัย 16 ปี ย้ายจาก บาร์เซโลนา สู่ถิ่นไฮบิวรี หลังฝีเท้าสะดุดตา เวนเกอร์ กุนซือผู้โด่งดังด้านการปั้นนักเตะเยาวชน
ฟาเบรกัส ยิง 57 ประตู 97 แอสซิสต์ จาก 303 เกม คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, และ คอมมูนิตี ชิลด์ ตลอดระยะเวลา 8 ปีแห่งความสำเร็จกับ "เดอะ กันเนอร์ส" แล้วย้ายกลับ บาร์ซา สถานที่ซึ่งตนเริ่มฝึกหัดฟุตบอล ที่ลา มาเซีย ปี 1997
ถิ่นคัมป์ นู คือ สถานที่ที่ ฟาเบรกัส ร่วมงาน กวาร์ดิโอลา ปัจจุบันอายุ 55 ปี และยกระดับฝีเท้าโดยเล่นเคียงข้างนักเตะระดับท็อปอย่าง ลิโอเนล เมสซี, อันเดรส อิเนียสตา และ ชาบี เฮร์นานเดซ
ขณะเดียวกัน ฟาเบรกัส เรียนรู้เคล็ดวิชาทุกอย่างจาก 2 กุนซือระดับตำนาน ซึ่งต่อมาทั้งคู่กลายเป็นต้นแบบ เมื่อรับงานโค้ชของสโมสรที่ตนเป็นหุ้นส่วนรายย่อย ปี 2024
เวนเกอร์ กับ กวาร์ดิโอลา สอนเขาเกี่ยวกับความสำคัญของการสื่อสารกับลูกทีม, สร้างความเชื่อมั่น และการดูแลนักเตะเยาวชน
แต่สาเหตุที่ ฟาเบรกัส ยึดมั่นปรัชญาเล่นฟุตบอลเกมรุก เกิดจาก เวนเกอร์ กุนซือระดับตำนานชาวฝรั่งเศส
ฟาเบรกัส ให้สัมภาษณ์ DAZN "อาร์แซน เวนเกอร์ เปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ของผม เห็นได้ชัดว่าเขาเน้นด้านการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก (transition) และโจมตีพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฟุตบอลสมัยใหม่"
"ผมเรียนรู้จากเขามากมาย และต้องการให้ทีมของผมทำตาม"
ฟาเบรกัส ผสมผสานแท็คติกที่เรียนรู้จาก เวนเกอร์ กับการคุมเกม และสิ่งสำคัญสุด คือ ความอดทน
ตามบทสัมภาษณ์ของ "อีเอสพีเอ็น (ESPN)" สื่อของสหรัฐอเมริกา ระบุ "สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก เวนเกอร์ มากสุด คือ ความอดทน คุณต้องมีคุณสมบัตินั้นสำหรับลูกทีม"
"ผมรู้ว่าปัจจุบันความอดทนแทบไม่มีเหลืออีกแล้ว เพราะงานโค้ชไม่มั่นคง และเรารู้สึกกดดันหากคุณแพ้ 2 เกม และคุณอาจตกงาน"
"ดังนั้นคุณมักพยายามแก้ไขโดยส่งผู้เล่นประสบการณ์สูง หรือนักเตะดีสุด ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่เหมาะสมได้รับโอกาส"
"ผมชอบการทำงานกับนักเตะวัยหนุ่ม และจุดนี้ย่อมต้องการความอดทน เพราะนักเตะหนุ่มๆ ยังขาดความสม่ำเสมอ"
"คุณต้องมีความพยายามมากขึ้นระหว่างการฝึกซ้อม และใช้เวลามากขึ้น นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ว่า เมื่อคุณต้องการพัฒนานักเตะสักคน คุณต้องอดทน"
อย่างไรก็ตาม เวนเกอร์ กับ กวาร์ดิโอลา ไม่ได้มีคาแร็คเตอร์ที่เหมือนกัน และสิ่งนั้นส่งผลดีต่อ ฟาเบรกัส มหาศาล เนื่องจาก กวาร์ดิโอลา เป็นคนหนึ่งที่เน้นด้านความสำคัญของการเป็นตัวของตัวเอง และการสื่อสารที่ชัดเจนต่อลูกทีมและสตาฟฟ์
อดีตกุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี รักษาระยะห่างกับนักเตะ และสิ่งนั้นทำให้ ฟาเบรกัส ไม่ได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นลูกชายเหมือนสมัยอยู่กับ เวนเกอร์
ถึงกระนั้น กวาร์ดิโอลา เป็นคนหนึ่งที่สอน ฟาเบรกัส ด้านแท็คติกมากสุด
ฟาเบรกัส กล่าว "ผมคิดว่า เป๊ป เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมเรียนรู้มากสุดด้านกลยุทธ์ เขาศึกษาคู่ต่อสู้ตลอดเวลา เขารู้แน่ชัดว่าจุดเด่นคู่ต่อสู้คืออะไร และเขาจะแก้ไขอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามนำมาปรับใช้กับลูกทีมเช่นกัน"
"นักเตะต้องการความช่วยเหลือว่าเกิดอะไรขึ้นบนสนาม และผมคิดว่า เป๊ป ช่วยผมได้เยอะเกี่ยวกับความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ"
ขณะเดียวกัน ฟาเบรกัส ยังเล่นให้ "ลา โรฆา" ภายใต้ 2 กุนซือขิงแก่อย่าง อราโกเนส ผู้ล่วงลับ และ เดล บอสเก วัย 75 ปี โดยอยู่ในชุดแชมป์ยูโร 2008 กับ 2012 และ ฟุตบอลโลก 2010
อราโกเนส ให้อิสระแก่เขา และทำให้เขาเล่นหลากหลายตำแหน่ง อันเป็นทฤษฎีที่ ฟาเบรกัส นำมาใช้ในการคุมนักเตะ โคโม ขณะที่ เดล บอสเก สร้างความผ่อนคลายแก่เขา โดยขัดเกลาด้านความสุขุมเยือกเย็น ซึ่งช่วยให้เขาลดข้อผิดพลาดบนสนาม
มูรินโญ วัย 63 ปี ดึงเขามา เชลซี เมื่อปี 2014 และสอนเขาด้านความกล้าเล่นบนสนามรวมถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นใจแก่นักเตะ ส่งผลให้เขาสัมผัสแชมป์พรีเมียร์ ลีก ครั้งแรกปี 2015
ฟาเบรกัส กล่าว "สิ่งที่ผมชอบ มูรินโญ มากสุด คือ การจัดการบรรยากาศห้องแต่งตัว วิธีการจัดการความคิดของนักเตะ และเลือกคนที่มีสภาพจิตใจพร้อมสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายของทีม ณ เวลานั้น"
"เขามีความเข้าใจลูกทีมและสิ่งที่ทีมต้องการเร็วมากในแต่ละช่วงเวลา และรู้ว่าใครสามารถทำตามคำสั่งของเขาเพื่อชัยชนะ"
"เขาไม่เกลัวเมื่อต้องเปลี่ยนแปลง ผมจำได้ว่าบางครั้งเขาเปลี่ยนตัว 3 คนช่วงพักครึ่ง เพราะเขารู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาจินตนาการแล้วว่า ต้องการให้รูปเกมครึ่งหลังออกมาอย่างไร"
"สำหรับกรณีนี้ ผมคิดว่า โชเซ เป็นคนกล้ามากๆ และเขาเคยบอกผมเสมอว่า เล่นตามความคิดของตัวเอง ทันทีที่คุณรู้ปัญหา ต้องแก้ไขทันที อย่าปล่อยผ่าน"
ทว่า ฟาเบรกัส ปฏิเสธลอกเลียนแบบกุนซือที่มารับงานต่อจาก มูรินโญ เหมือนคนอื่นๆ ที่เคยร่วมงานด้วย
อันโตนิโอ คอนเต้ วัย 57 ปี เป็นคนหนึ่งที่พา กองกลางชาวสเปน คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 2 ของอาชีพ และ เอฟเอ คัพ
โดยแท็คติกของ คอนเต้ ไม่เปิดโอกาสแก่ ฟาเบรกัส เล่นอย่างอิสระเหมือนที่คุ้นเคยสมัยอยู่ อาร์เซนอล, บาร์เซโลนา, ทีมชาติสเปน และ เชลซี ยุค มูรินโญ
ฟาเบรกัส เผยกับ Coaches Voice "คอนเต้ น่าจะเป็นโค้ชที่ผมต้องเรียนรู้แท็คติกคู่กับการฟิตร่างกาย"
"ตามแท็คติก เมื่อผมพูดถึงประเด็นนี้ ผมอาจบอกว่าเขาต้องการบอกคุณตรงๆ ว่าต้องทำอะไร และไม่ใช่สิ่งที่ผมประทับใจ"
"เพราะผมเชื่อสัญชาตญาณและความเข้าใจเกมว่า พื้นที่ว่างอยู่ตรงไหนสำหรับการโจมตี เพราะสำหรับผม การเล่นฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถบอกให้ลูกทีมทำแบบเดิมๆ ได้ตลอดเวลา"
"เมื่อทีมอื่นเริ่มศึกษาคุณ และรู้จักวิธีเล่นของคุณ มันจะกลายเป็นงานยากขึ้นสำหรับการพลิกแพลง เพราะเรารู้แค่เพียงต้องทำอะไร"
"สิ่งนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าแนวคิดการเล่นฟุตบอลของผม คือ พยายามดึงศักยภาพสูงสุดของผู้เล่น แล้วนำมาใช้ทุกสถานการณ์บนสนาม"
"มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา, ความทุ่มเท, การพูดคุยแบบรายบุคคลและทีม แต่ผมเชื่อมั่นว่านี่เป็นทางเลือกดีสุดเพื่อให้นักเตะรู้สึกว่าตัวใหญ่บนสนาม"
ฟาเบรกัส นำศาสตร์ลูกหนังของโค้ชที่เคยร่วมงานด้วยมาปรับใช้ แต่ย้ำจุดยืนด้านการปล่อยให้ลูกทีม โดยเฉพาะ นิโก ปาซ, มาร์ติน บาตูรินา และ ทาซอส ดูวิกาส เล่นอย่างอิสระ
ปรัชญาฟุตบอลของ ฟาเบรกัส ได้รับอิทธิพลจาก เวนเกอร์ และ กวาร์ดิโอลา มากสุด โดยเน้นการลำเลียงบอลอย่างเป็นระบบ, สร้างความได้เปรียบโดยอาศัยจำนวนผู้เล่น และการคุมเกมแดนกลาง
ตามปกติ โคโม ยึดระบบ 4-3-3 เน้นการออกบอลเท้าต่อเท้า และความกระชับแดนกลาง
ฟาเบรกัส ให้ความสำคัญด้านการทะลุทะลวงตรงกลาง เพื่อการเปลี่ยนจังหวะ และใช้ระบบ 4-1-4-1 รักษาเชปเกมรับอันแข็งแกร่งเวลาไม่มีบอล ขณะเดียวกันแดนกลางของเขา ยังสามารถสลับตำแหน่งและเล่นได้หลากหลายบทบาทระหว่างเกม
สุดท้ายนี้ ฟาเบรกัส ยังแชร์บทเรียนอันล้ำค่าแก่ลูกทีมเวลาอยู่นอกสนาม โดยชี้แนะให้นำรายได้มาลงทุนเพื่อพัฒนาฝีเท้า และยืดอายุการเล่นระดับอาชีพแทนล้างผลาญไปกับทรัพย์สินฟุ่มเฟือย อาทิ เครื่องบินส่วนตัว หรือ ซูเปอร์คาร์
ฟาเบรกัส ให้สัมภาษณ์ บีบีซี "การลงทุนที่ดีสุดที่คุณสามารถทำได้ แม้ว่าคุณไม่ได้มีรายได้มหาศาล คือ การนำเงินจ้างเชฟส่วนตัว หรือนักจิตวิทยาการกีฬา แทนการใช้จ่ายเรื่องเครื่องบินส่วนตัวหรือรถยนต์หรู"
"หากคุณยังไม่พอใจกับระดับความเข้มข้นของโค้ชฟิตเนส ควรหาทางเลือกอื่นๆ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ใช้จ่ายเงินเพื่อสร้างคุณค่าแก่อนาคตของตัวเอง"


