กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการวอลเลย์บอลระดับเอเชีย หลังทัพนักตบสาวไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เอเชีย 2026 พร้อมตีตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ด้วยการล้มทีมชาติญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ส่งผลให้แฟนกีฬาแดนปลาดิบเกิดความไม่พอใจและโจมตี ชิน โยชิดะ สตาฟฟ์โค้ชและนักวิเคราะห์ข้อมูลชาวญี่ปุ่นของทีมชาติไทย ผ่านโลกออนไลน์อย่างหนัก โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นคน "ทรยศชาติ" ที่นำข้อมูลเชิงลึกของประเทศตัวเองไปช่วยคู่แข่งจนทำให้ทีมบ้านเกิดต้องชวดตั๋วโอลิมปิกในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม “โค้ชชิน” ได้ออกมาแถลงชี้แจงผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตัวเขาไม่ได้มีความคิดที่จะละทิ้งทีมชาติญี่ปุ่นเพื่อไปซบทีมชาติไทยตามที่ถูกกล่าวหา แต่ความจริงคือสัญญาการทำงานในฐานะนักวิเคราะห์สถิติและล่ามของเขากับสมาคมวอลเลย์บอลญี่ปุ่นได้สิ้นสุดลงในปี 2025 และ ทางสมาคมฯ ญี่ปุ่นเองที่เป็นฝ่ายเลือกที่จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับเขา โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนใดๆ ซึ่งหลังจากที่เขากลายเป็นผู้ฝึกสอนอิสระ ทางสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยและเฮดโค้ชไทยที่เล็งเห็นถึงฝีมือ จึงได้ติดต่อยื่นข้อเสนอและมอบโอกาสสำคัญนี้ให้แก่เขาในเวลาต่อมา
จากการออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้ทิศทางของสื่อและแฟนวอลเลย์บอลในประเทศญี่ปุ่นพุ่งเป้ากลับไปวิพากษ์วิจารณ์สมาคมวอลเลย์บอลของตัวเองอย่างเผ็ดร้อน ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้บุคลากรระดับมันสมองที่มีความสามารถสูงหลุดมือไปได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในยุคของกีฬาสมัยใหม่ที่ "ข้อมูลสถิติและการวิเคราะห์เชิงลึก" เป็นหัวใจสำคัญในการชี้วัดผลแพ้ชนะ ซึ่งความผิดพลาดในการบริหารงานและการไม่รักษาบุคลากรของสมาคมฯ ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้กลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่กลับมาปลิดชีพทีมชาติตัวเองจนทำให้แฟนกีฬาทั่วประเทศต้องผิดหวัง
ในท้ายที่สุด ชิน โยชิดะ ยืนยันว่าในฐานะคนทำงานมืออาชีพ เมื่อตนได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทย ก็ต้องรับผิดชอบและทุ่มเทความรู้ความสามารถอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อพานักกีฬาไทยไปให้ถึงเป้าหมาย แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับทีมบ้านเกิดก็ตาม
ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจครั้งประวัติศาสตร์กับทีมสาวไทย โค้ชชินได้ประกาศอำลาตำแหน่งเพื่อเดินทางไปรับความท้าทายใหม่ในฐานะผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับสโมสรในลีกประเทศอิตาลี ท่ามกลางกระแสการร่วมใจกันเข้าไปคอมเมนต์ขอบคุณและส่งกำลังใจให้อย่างอบอุ่นจากแฟนวอลเลย์บอลชาวไทยอย่างล้นหลาม


