สมจิตร จงจอหอ ฮีโร่นักชกเหรียญทองโอลิมปิก 2008 เปิดบันทึกชีวิต 23 สิงหาคม ย้อนรอยรอยแผลเบื้องหลังเหรียญทองโอลิมปิก และ 6 คีย์เวิร์ดความสำเร็จของคน ไร้พรสวรรค์มา
เจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คใจความสำคัญ ว่า 23 สิงหาคม ถือเป็นวันที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของตนอยู่ 3 เรื่อง
ได้แก่ วันเกิดของ "กำปั้น" ลูกชายสุดที่รัก, วันที่พ่ายแพ้ตกรอบแรกในโอลิมปิกเกมส์ที่ประเทศกรีซ และวันประวัติศาสตร์ที่เขาคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี 2008 ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน
ในบันทึกความทรงจำ สมจิตร ได้บอกเล่าถึงต้นทุนชีวิตที่ติดลบ โดยเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่ยากจน เป็นลูกคนเล็กจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน เมื่อเรียนจบชั้น ม.3 ด้วยฐานะทางบ้านทำให้ไม่สามารถเรียนต่อ ม.4 ได้ จึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี เข้าค่ายมวย "ศิษย์สุชล" เพื่อชกมวยไทยอาชีพเลี้ยงชีพ โดยไต่เต้าค่าตัวตั้งแต่ 300 บาท ไปจนถึง 60,000 บาท ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางมวยสากลสมัครเล่นในฐานะตัวแทนกองทัพบกเมื่ออายุได้ 21 ปี
เส้นทางสู่ความสำเร็จนั้น สมจิตร เผยว่า ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและบาดแผลของนักสู้ ผ่านการผ่าตัดใหญ่ทั้งที่หัวไหล่และโหนกแก้มขวาหักจากการถูกคู่ต่อสู้ชก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำเล่าในการคัดเลือกตัวไปโอลิมปิกปี 2000 และการตกรอบแรกในโอลิมปิกปี 2004 ที่เอเธนส์ ทั้งที่เป็นตัวเต็ง จนทำให้หลั่งน้ำตาและคิดอยากแขวนนวมหลายต่อหลายครั้ง
ทว่าในวัย 33 ปี 7 เดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุเกือบสูงสุดที่โอลิมปิกอนุญาตให้เข้าแข่งขัน (ห้ามเกิน 34 ปี) ได้ตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้งจนสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี 2008 ที่ปักกิ่งได้สำเร็จ พร้อมภาพจำที่คนไทยไม่มีวันลืม คือการชูพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงไว้เหนือหัวหลังได้รับการชูมือ
สมจิตร ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเมื่อเทียบกับนักชกคนอื่น แต่เขาใช้ "พรแสวง" และถอดบทเรียนความสำเร็จออกมาเป็น 6 หลักคิดสำคัญ ดังนี้
1ยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง เมื่อรู้ว่าไม่ได้เก่งโดยธรรมชาติ จึงไม่รอพรสวรรค์ แต่เลือกที่จะซ้อมให้หนักกว่าคนอื่น
2 ศึกษาความผิดพลาดอย่างจริงจัง นำวิดีโอการชกที่แพ้มาเปิดดูซ้ำๆ เพื่อวิเคราะห์และปรับวิธีกรรม ไม่ซ้อมแบบเดิมๆ
3 ใช้ความรู้ทดแทนพรสวรรค์ นำวิทยาศาสตร์การกีฬา จิตวิทยา เวทเทรนนิ่ง และโภชนาการเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ
4 ซ้อมอย่างเป็นมืออาชีพ ศึกษาคู่ต่อสู้ ดูเทป และจินตนาการสถานการณ์บนเวทีล่วงหน้าเพื่อให้มีสมาธิพร้อมรับมือ
5 เปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นบทเรียน ไม่คิดว่าการไม่มีพรสวรรค์คือการหมดโอกาส แต่ตั้งคำถามว่าแพ้เพราะอะไรแล้วกลับไปแก้ไข
6 ไม่ยอมแพ้ในวันที่ตัวเองรู้สึกไม่เก่ง แม้จะล้มเหลวซ้ำๆ แต่เลือกที่จะลงมือทำซ้ำๆ พยายามในจุดที่ต้องแก้จนเกิดความเชี่ยวชาญ
"ผมจะบอกให้นะครับว่า ผมไม่ได้ชนะเพราะคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด แต่ชนะเพราะรู้ว่าตัวเองต้องพยายามตรงไหน แล้วลงมือทำซ้ำๆ จนเก่งขึ้น พรสวรรค์อาจทำให้เราเริ่มต้นได้เร็วส่วนการรู้จักตัวเอง + ฝึกอย่างถูกวิธี + มีวินัย + เรียนรู้จากความผิดพลาด สามารถพาเราไปได้ไกลมากครับ" สมจิตรกล่าวทิ้งท้าย พร้อมขอบคุณสมาคมมวย คู่ซ้อม เทรนเนอร์ และครอบครัวที่เป็นกลไกสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้


