การจากไปอย่างกะทันหันของ เร แมคโดนัลด์ อดีตนักแสดงและพิธีกรสายเอ็กซ์ตรีม-นักเดินทางชื่อดังในวัย 49 ปี สร้างความตกใจและเศร้าสลดให้กับวงการบันเทิง รวมถึงคนวงการกีฬาเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะเป็นที่รู้กันว่าเจ้าตัวนั้นชื่นชอบและมีหัวใจรักกีฬาฟุตบอล
ล่าสุดเพจสุขภาพชื่อดัง Doctor DayDreamer โดย “หมอดรีม” พญ. กุลชนาถ อริญญะชโญ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลน่าช็อกว่า เมื่อ 3 เดือนก่อนในคลิปรายการ “ครัวอ้ายฟาน x พุฒ ต้า เร” เคยมีผู้หวังดีคาดว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เข้ามาเตือนให้ “คุณเร” ให้รีบไปตรวจระบบหลอดเลือด หัวใจ และสมอง เพราะสังเกตเห็น "รอยโรค" บางอย่าง แต่กลับถูกกลุ่มแฟนคลับรุมถล่ม (ทัวร์ลง) ในเวลานั้น เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงบุคลิกส่วนตัว
“หมอดรีม” โพสต์ให้ข้อมูลเชิงลึกผ่านมุมมองทางวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ เพื่อเป็นความรู้แก่คนทั่วไปในการสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองและคนรอบข้างว่า แฟนๆ มักคุ้นเคยกับสไตล์การพูดลิ้นพัน ไทยคำอังกฤษคำของคุณเรมาตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ในคลิปดังกล่าวมีความผิดปกติเด่นชัด คือ การพูดไม่สม่ำเสมอ เน้นพยางค์ผิด จังหวะผิด และคำพูดถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆ ซึ่งอาการนี้เกิดจากสมอง และทางเดินประสาทสั่งการ รวมถึงระบบหายใจทำงานประสานกันผิดปกติ ไม่ใช่เพราะลืมภาษา
สัญญาณนี้มีความคล้ายคลึงกับเวลาที่ร่างกายได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปกดระบบประสาทส่วนกลาง และสมองส่วนเซรีเบลลัม ที่ควบคุมการทรงตัวและการประสานงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งหากเกิดขึ้นในภาวะปกติโดยไม่ได้ดื่ม ถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตของระบบหลอดเลือดและสมอง
สำหรับคนในวงการกีฬาและสายลุย มักเชื่อมั่นในความแข็งแรงของร่างกายจนละเลยสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ โดยเคสนี้มีข้อคิดสำคัญที่คนรักสุขภาพต้องตระหนักด้วยเช่นกัน เมื่อ “หมอดรีม“ ชี้อีกว่า แม้จะยังไม่สามารถฟันธงได้ 100% ว่าคุณเรเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือหัวใจล้มเหลว แต่อาการพูดลิ้นพันและจังหวะเสีย ถือเป็นหนึ่งใน 'Differential Diagnosis' (การวินิจฉัยแยกโรค) ที่เชื่อมโยงถึงความเสี่ยงสโตรกและการขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าคุณเรไม่มีโรคประจำตัว แต่อาจเกิดจากการโหมทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การพักผ่อนน้อยจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจทำงานหนักขึ้นเป็นทวีคูณ และเสี่ยงต่อภาวะวูบหมดสติเฉียบพลัน
“หมอดรีม” ย้ำว่าต้องรอผลตรวจยืนยันทางนิติเวชอย่างเป็นทางการและต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนยังอยู่ คือการใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนในการเข้ารับการตรวจเช็กระบบหลอดเลือด สมอง และหัวใจ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้สายเกินแก้


