อีกไม่นานการกีฬาแห่งประเทศไทยจะมีการผลัดใบด้วยการมีนายใหญ่เข้ามานั่งเก้าอี้แทนคนเก่าที่จะหมดวาระในเดือนกันยายน 2569 นี้
ที่น่าสนใจก่อนที่จะทราบว่าใครจะหยิบชิ้นปลามันไปครองคงต้องย้อนไปที่การรับสมัครบุคคลที่สนในเข้ารับการสรรหาซึ่งในครั้งนี้พบว่ามีผู้อาสาที่จะเข้ามาขับเคลื่อนและบริหารจัดการองค์กรกีฬาระดับชาติถึง 10 คนซึ่งเป็นคนนอก 8 คน และคนในกกท. 2 คน
สำหรับผู้สนใจ 10 คนประกอบด้วย นายศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาร์เชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย, ดร.สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักทำงานการเมืองย่านบางรัก, นายธันย์ปวัฒน์ เตชภูวดลวิทิต ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย, นายเจน ปิยะทัต ประธานสโมสรแบดมินตัน แกรนนูลาร์ และกรรมการบริหารสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย, นายคุณากร มั่นนทีรัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาสมาคมกีฬายิงปืนทหารและตำรวจแห่งประเทศไทย, พ.ต.อ.ชัยพร ออฟูวงศ์ รองผู้บังคับการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย นายธนกร ดวงมณี Ceo The Agency Group และดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นักการเมืองและอดีตผู้สื่อข่าว
ขณะเดียวกันหากส่องไปที่การสรรหาผู้นำกกท.เมื่อปี 2562 ครั้งนั้นมีผู้สนใจเข้ารับการสรรหา 9 คนประกอบด้วย พ.ท. รุจ แสงอุดม, นายณัฐวุฒิ เรืองเวส, นายราเชลล์ ได้ผลธัญญา, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, ดร.ก้องศักด ยอดมณี, นายนิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์, นายพิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง, นางสุปราณี คุปตาสา และนายอธิปรัฐ กาญจสุวรรณ ซึ่งภายหลังการเฟ้นหา ดร.ก้องศักด ยอดมณีชนะใจคณะกรรมการผงาดขึ้นนั่งเก้าอี้นายใหญ่ย่านหัวหมากคนที่ 13 ได้อย่างสมใจนึกบางลำภู
พร้อมกันนั้นคนในกกท.ที่หาญกล้าลงแข่งขั้นอย่างพ.ท.รุจ แสงอุดม, นายณัฐวุฒิ เรืองเวส และนายราเชลล์ ได้ผลธัญญา ต่างได้รับการแต่งตั้งให้นั่งในตำแหน่งรองผู้ว่าการกันถ้วนหน้า
ย้อนกลับไปที่การพิจาณาคุณสมบัติของผู้สมัครทั้ง 10 คนและผ่านคุณสมบัติเพียง 2 คนนั้นในประเด็นนี้พบว่าสาเหตุที่สังคมสงสัยว่าทำไมมีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 2 คน ไม่ใช่เพียงแต่หลักเกณฑ์ข้อที่กำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้ที่เคยผ่านการบริหารหน่วยงานองค์กรที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปีหลังเท่านั้น
ในส่วนของกลุ่มที่เป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ไม่ถือเป็นองค์กรแม้จะเป็นหน่วยงานลูกในการดูแลของรัฐวิสาหกิจอย่างกกท.พร้อมกันนั้นยังพบว่าผู้สมัครบางรายส่งเอกสารสำคัญอย่างวิสัยทัศน์ประกอบการยื่นสมัครเกินเวลาที่กำหนด รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ
อย่างไรก็ตามก่อนจะได้มาซึ่งนายใหญ่องค์กรกีฬาของประเทศนี้ หากส่องไปฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเร็วๆนี้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกกท. ออกแถลงการณ์ซึ่งหนึ่งในสาระของแถลงการณ์ได้วอนให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจคัดสรรผู้นำที่พร้อมบริหารและมีฝีมือในการบริหารที่แตกฉานในศาสตร์การกีฬา
เมื่อกล่าวถึงผู้ที่จะเข้ามานั่งกุมบังเหียนหรือเป็นผู้นำกกท.คนที่ 14 นั้น KBU SPORT POLL มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตโดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ผนึกกับสถาบันการจัดการกีฬา (WISDOM) และเพจ บี บางปะกง สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง“ผู้ว่ากกท.คนใหม่กับมุมมองของประชาชน”
ผลการสำรวจเมื่อถามถึงคุณลักษณะของผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการองค์กรที่ตอบโจทย์บริบทการเปลี่ยนแปลงตามด้วย มีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นที่ยอมรับในศักยภาพและความสามารถ เป็นต้น
ขณะที่ความคาดหวังที่มีต่อผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยคนใหม่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คาดหวังให้พัฒนาและยกระดับองค์กรสู่คุณภาพมาตรฐานสากล พัฒนาและยกระดับคุณภาพกีฬาสู่มาตรฐานสากล ลดความเหลื่อมล้ำทางการกีฬาและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
และไฮไลท์ที่น่าสนใจของโพลดังกล่าวเมื่อเจาะไปที่บุคคลที่คาดว่าจะได้รับการสรรหาให้นั่งเก้าอี้ใหญ่กลุ่มตัวอย่างยกให้ นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย เป็นตัวเต็งถึงร้อยละ 46.84 โดยมี นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยฝ่ายบริหารตามมาอย่างติดๆร้อยละ 44.22
จากนี้ไปอีกไม่นานเมื่อผู้มีคุณสมบัติทั้ง 2 คนผ่านการเข้าการทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและการสัมภาษณ์พร้อมโชว์วิสัยทัศน์เป็นที่เรียบร้อยก็คงทราบว่าใครคือผู้ที่พร้อมไปด้วยกึ๋นและชนะใจคณะกรรมการสรรหาให้ผงาดขึ้นนั่งเก้าอี้ใหญ่กันต่อไป
แต่เหนืออื่นใดภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันเชื่อว่าผู้นำกกท.คนใหม่จะต้องเผชิญกับโจทย์บทความท้าทายในหลากหลายมิติที่จะตามมา
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร


