xs
xsm
sm
md
lg

ถอดบทเรียนทัพ "เสื้อกล้ามไทย" เพื่อเหรียญทองที่รอคอย / คอลัมน์ "TKO" โดย "น็อกเอาต์ แมน"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ "TKO" โดย "น็อกเอาต์ แมน"

มวยสากลสมัครเล่นเคยเป็นกีฬา "ขวัญใจมหาชน" และเป็นขุมทรัพย์เหรียญทองเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยจากความสุดยอดของ "เจ้าบาส" สมรักษ์ คำสิงห์ เจ้าของฉายา "ไม่ได้โม้" ในปี 1996 ที่เมืองแอตแลนต้า ตามด้วย วิจารณ์ พลฤทธิ์ (2000), มนัส บุญจำนงค์ (2004) และ สมจิตร จงจอหอ (2008) คือคนสุดท้ายที่ชนะเลิศ

ทว่านับตั้งแต่สิ้นสุดความสำเร็จที่ปักกิ่ง ในปี 2008 ทัพเสื้อกล้ามไทยกลับต้องเผชิญกับ "วิกฤตไร้เหรียญทอง" ยาวนาน ซึ่งหากจะนับในอีก 2 ปีข้างหน้า โอลิมปิก 2028 ที่ LA ขุนพลมวยสากลสมัครเล่นของไทย จะไม่มีเหรียญทอง 20 ปีเต็ม โดยเฉพาะในประเภทชายที่กราฟร่วงลงอย่างเห็นได้ชัดในเวทีโอลิมปิกเกมส์

ไทม์ไลน์ความร่วงโรย : ยุคสุญญากาศเหรียญทอง

- ลอนดอน 2012: ไทยได้มาเพียง 1 เหรียญเงินจาก แก้ว พงษ์ประยูร ในรุ่นไลท์ฟลายเวท ซึ่งพ่ายให้กับ โจว ซื่อหมิง แบบค้านสายตาแฟนมวยชาวไทยทั้งประเทศ มีประเด็นคาใจเรื่องการตัดสิน แต่นั่นคือเหรียญรางวัลเดียวของทีมมวยไทยในครั้งนั้น

- ริโอ 2016 : เป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี นับตั้งแต่ปี 1972 ที่ทัพมวยสากลไทยกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีแม้แต่เหรียญทองแดงติดไม้ติดมือ แถมนักชกไทยร่วงเกือบยกทีมตั้งแต่รอบแรกๆ

โตเกียว 2020 : ทีมมวยชายยังคงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง คว้าเหรียญไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่ยังได้ "แต้ว-สุภาพร" คว้าเหรียญทองแดงในประเภทหญิง รุ่นไลท์เวท ช่วยต่อลมหายใจไม่ให้ทัพเสื้อกล้ามไทยล้มเหลว

ปารีส 2024 : ทัพมวยชายยังคงไร้เหรียญเช่นเคย ทว่า "บี" จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง สู้สุดใจคว้า 1 เหรียญทองแดงในประเภทหญิง รุ่นเวลเตอร์เวท มาครอบครองได้สำเร็จ ถือเป็นโอลิมปิก 2 ครั้งติดต่อกันที่มวยสากลสมัครเล่นหญิง มีเหรียญติดมือ แต่ทัพเสื้อกล้ามชาย ยังคงล้มเหลวต่อไป

4 ปัจจัยสำคัญ - ทำไมมวยชายไทยถึงห่างหายจากเหรียญทอง ?

ประการแรก : การปฏิรูปกติกาและระบบให้คะแนนของ AIBA / IOC

ยุคทองของไทยเติบโตมากับระบบ "กดคะแนนด้วยคอมพิวเตอร์" ที่เน้นความแม่นยำ และจังหวะฝีมือ แต่เมื่อกติกากลับมาใช้ระบบ 10-Point Must System ที่เน้นความหนักแน่น การเดินบด และการทำอันตรายให้แก่คู่แข่ง รูปแบบการชกแบบ "ตั้งรับ-รอดักแทง" ของไทยจึงเริ่มเสียเปรียบต่างชาติที่รูปร่างสูงใหญ่และมีแรงปะทะมากกว่า

ประการที่สอง : ช่องว่างระหว่างนักมวยรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

หลังจากหมดยุคของ มนัส, สมจิตร และ แก้ว พงษ์ประยูร มวยสากลไทยประสบปัญหาขาดแคลนดาวรุ่งระดับปรากฏการณ์ขึ้นมารับไม้ต่อ การถ่ายเลือดใหม่เป็นไปอย่างล่าช้า นักชกรุ่นหลังขาดประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติขนาดใหญ่

ประการที่สาม : โครงสร้างการฝึกซ้อมและวิทยาศาสตร์การกีฬา

ชาติคู่แข่ง อย่าง อุซเบกิสถาน, คิวบา, คาซัคสถาน ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ มวยชายแข็งแกร่งดุจหินผาในโอลิมปิกเกมส์ หรือแม้กระทั่งชาติในยุโรปก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก พวกเขายกระดับวิทยาศาสตร์การกีฬา การวิเคราะห์เทปด้วย AI และการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย ที่ไปไกลมากๆ ในขณะที่ไทยยังคงพึ่งพาเทคนิคแบบดั้งเดิมเป็นหลักในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

ประการที่สี่ : วิกฤตองค์กรบริหารระดับโลก

ความขัดแย้งระหว่าง IOC กับสมาคมมวยสากลนานาชาติ (IBA) ส่งผลกระทบต่อระบบการคัดเลือก และการจัดอันดับโลก ทำให้นักชกไทยต้องเจอกับสายการแข่งขันที่หนักหน่วงตั้งแต่รอบแรกๆ ในหลายทัวร์นาเมนต์ ซึ่งเรื่องนี้ใครว่าไม่สำคัญ แต่แท้ที่จริงแล้วมันกลับสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ของการลุ้นคว้าเหรียญเสียด้วยซ้ำไป

แม้มวยสากลหญิงจะเข้ามาช่วยพยุงศักดิ์ศรีของสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทยเอาไว้ได้ใน 2 ครั้งหลังสุด แต่โจทย์ใหญ่ที่แท้จริงคือ "การฟื้นฟูมวยชาย" ให้กลับมาสู่จุดที่เคยเป็น

เพราะฉะนั้นการปรับโครงสร้างการสร้างนักชกตั้งแต่ระดับเยาวชน การดึงโค้ชระดับโลกเข้ามาเสริมทัพ และการปรับสไตล์การชกให้ทันยุคสมัย คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนหากไทยต้องการเห็นเหรียญทองโอลิมปิกกลับคืนสู่แผ่นดินขวานทองอีกครั้ง

ขณะที่ตัวของ นาบิล อานาน แม้จะผ่านการเป็นแชมป์โลกมวยไทยของ ONE Championship มาก่อน แต่การที่เขาต้องผันตัวมาฝึกซ้อมวิธีการชกมวยสากลแบบจริงๆ จังๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เจ้าตัวจะเคยชกสากลมาก่อนในวัยเยาว์ แต่ ณ ปัจจุบัน ชาติอื่นๆ เขาก็เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี

แต่หาก นาบิล ผ่านด่านการคัดตัวทีมชาติไทย และคว้าตั๋วไปลุยโอลิมปิก 2028 ณ ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้จริง แฟนหมัดมวยชาวไทยก็พร้อมส่งใจไปเชียร์ให้เจ้าตัวมีเหรียญติดไม้ติดมือ อย่างน้อยๆ แค่ถึงเหรียญทองแดง ปลดล็อกเหรียญให้มวยชาย ในโอลิมปิกเกมส์ รอบ 16 ปี แค่นี้ก็ดีใจแล้ว