สมจิตร จงจอหอ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 ออกโรงวิเคราะห์กระแส นาบิล อานาน รวมถึง รถถัง จิตรเมืองนนท์ เตรียมขยับเข้าสู่เส้นทางมวยสากลในนามทีมชาติไทย โดยมองว่า สามารถทำได้ แต่ต้องเดินตามกระบวนการ ตั้งแต่การแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย การคัดเลือกเข้าสู่ทีมชาติ ไปจนถึงการคัดตัวลุยโอลิมปิกเกมส์
สมจิตร กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือเรื่องน้ำหนัก โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันโอลิมปิกครั้งต่อไปมีการปรับรุ่นน้ำหนักใหม่ ซึ่งหากทั้งสองคนจะขยับมาชกในรุ่น 60 กก.ขึ้นไป ก็ต้องเลือกเวตที่เหมาะกับสรีระให้ได้
“ถ้าชกรุ่น 70 ไม่รอด! 80 คางหัก ส่วน 60 ทำน้ำหนักไม่ได้ มันแค่นี้” สมจิตร กล่าว พร้อมย้ำว่าต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เหมาะสมกับรุ่นที่จะลงแข่งขันหรือไม่
อดีตฮีโร่โอลิมปิก ยังฝากเป็นบทเรียนถึงสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย หลังในอดีตเคยดึงนักมวยไทยชื่อดังอย่าง “แสงมณี” และ “ซุปเปอร์แบงค์” เข้ามาสู่ระบบมวยสากลสมัครเล่น แต่สุดท้ายไม่สามารถไปต่อได้ ก่อนกลับไปชกมวยไทยตามเดิม
สำหรับกรณี “นาบิล-รถถัง” สมจิตร มองว่าหากมีการเจรจากับ ONE หรือ “บอสชาตรี” เพื่อดึงนักชกเข้ามาสู่ทีมชาติ ย่อมมีเรื่องค่าใช้จ่ายและการลงทุนตามมา ดังนั้นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากนำเข้ามาแล้วไม่สามารถตอบโจทย์ในเวทีสากลได้ ก็อาจกลายเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า
ทั้งนี้ สมจิตร ยืนยันว่า หาก “นาบิล” หรือ “รถถัง” ต้องการพิสูจน์ตัวเอง ก็สามารถเข้ามาลองได้ แต่ต้องยอมรับว่าเส้นทางมวยสากลไม่ใช่เรื่องง่าย และ ไม่มีใครเก่งข้ามคืน
“ผมบอกเลยว่าฝึกมวยสากล 6 ปี ถึงจะรู้ว่าตัวเองชกเป็น มวยไทยกับมวยสากลยากมาก มันไม่ใช่ถูกลอตเตอรี่ ไม่มีหรอกครับ”
พร้อมฝากแฟนมวยให้วิเคราะห์เรื่องนี้อย่างรอบด้าน และยืนยันว่าเจ้าตัวไม่ได้ออกมาคัดค้าน แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมองถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสม ก่อนเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางโอลิมปิกอย่างจริงจัง


