คอลัมน์ "TKO" โดย "น็อกเอาต์ แมน"
เสกสรร อ.ขวัญเมือง จอมบู๊จากนครศรีธรรมราช เตรียมเปิดศึกภาค 6 กับคู่ปรับตลอดกาล เมืองไทย พีเค.แสนชัยฯ มวยซ้ายสายอึดจากบุรีรัมย์ ในไฟต์อำลาสังเวียน ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต ในรายการ The Inner Circle 30 ที่จะเปิดฉากขึ้น ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.2569
เสกสรร และเมืองไทย คือสองนักชกที่ร่วมสร้างไฟต์สุดเดือดให้แฟนมวยจดจำมาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่การหวนมาเผชิญหน้ากันเป็นครั้งที่ 6 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อสะสางบัญชีแค้น
หากเป็นการร่วมสร้างความทรงจำในไฟต์อำลาสังเวียนของ เสกสรร ที่เจ้าตัวเลือก เมืองไทย ให้เป็นคู่ชกคนสุดท้ายบนเส้นทางนักสู้ โดยทั้งคู่พร้อมเปิดเกมแลกอาวุธอย่างเต็มที่ เพื่อมอบอีกหนึ่งไฟต์สุดดุเดือดให้แฟนมวยได้จดจำ
แม้ปัจจุบัน เสกสรร จะขึ้นว่าเป็นสายบู๊จอมดุดัน แต่จุดเริ่มต้นการเป็นนักมวยเกิดจากการถูกรังแกในวัย 9 ขวบ จนคุณพ่อที่เป็นอดีตนักมวยต้องพาไปฝึกเพื่อสร้างความมั่นใจ เขาเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จนชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วนครศรีธรรมราช ก่อนตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ในวัย 15 ปี เพื่อพิสูจน์ตัวเองบนเส้นทางนักมวยอาชีพอย่างจริงจัง
ด้วยหัวใจนักสู้ที่เกินร้อยทำให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์เวทีราชดำเนิน, WBC มวยไทย, อ้อมน้อย และช่อง 7 สี รวมถึงได้รับรางวัลนักมวยยอดเยี่ยมปี 2558 เขาผ่านสังเวียนเดือดกับยอดฝีมืออย่าง รถถัง จิตรเมืองนนท์, สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง และ ซุปเปอร์เล็ก ซุปเปอร์เล็กมวยไทย มาแล้ว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักมวยไทยที่อันตรายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์
ในปี 2566 เสกสรรสร้างปรากฏการณ์บนเวที วัน แชมเปียนชิพ ด้วยการคว้าชัยต่อเนื่องถึง 6 ไฟต์รวด พร้อมกวาดเงินโบนัสจากการชกที่ดุเดือดเร้าใจมาครองแทบทุกนัด จนสามารถคว้าสัญญามูลค่าหลักล้านและก้าวเข้าสู่ทำเนียบนักกีฬาระดับโลกอย่างภาคภูมิ และกลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ที่แฟนกีฬาทั่วโลกต่างให้การยอมรับและรอคอยชมผลงาน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาฟอร์มการชกกลับแผ่วลงไป เนื่องจากสภาพร่างกายที่โรยราขึ้นทกวัน โดยล่าสุดพ่ายให้ ปกรณ์ พีเค.เสี่ยเล่เต็นท์มังกร ในศึก The Inner Circle 7 เมื่อเดือน มี.ค.2569
จากนั้น เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา เสกสรร สร้างความตกตะลึงให้แฟนมวยทั่วประเทศ ด้วยการประกาศแขวนนวมผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมเผยว่าต้องการปิดฉากอาชีพด้วยการเปิดศึกครั้งที่ 6 กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เมืองไทย ซึ่งทั้งคู่เคยปะทะกันมาแล้ว 5 ครั้ง
โดย 4 ไฟต์แรกในกติกามวยไทย 5 ยก เป็น เสกสรร ที่เก็บชัยได้ทั้งหมด ก่อนที่ เมืองไทย จะถอนแค้นสำเร็จในศึก ONE ลุมพินี 114 เมื่อเดือน มิ.ย.2568 และล่าสุด ความตั้งใจของ "คนไม่ยอมคน" ก็กลายเป็นจริง เมื่อได้รับโอกาสดวลกับคู่ปรับรายนี้เป็นไฟต์อำลาสังเวียน
ด้าน เมืองไทย พีเค.แสนชัยฯ เก็บชัยชนะไปแล้ว 10 จาก 16 ไฟต์ใน ONE พร้อมเคยทำผลงานร้อนแรงด้วยการคว้าชัยติดต่อกัน 3 ไฟต์ อย่างไรก็ตาม เส้นทางดังกล่าวต้องหยุดลงเมื่อเจ้าตัวพ่ายต่อเนื่อง 2 ไฟต์ติด โดยล่าสุด พ่ายให้กับ พันฤทธิ์ ลูกเจ้าแม่สายวารี ในศึก The Inner Circle 20 เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ เมืองไทย จะเคยลั่นว่าไม่อยากเปิดศึกภาค 6 กับ เสกสรร อีก หลังล้างตาได้สำเร็จในไฟต์ล่าสุด แต่เมื่อคำขอนี้จะเป็นไฟต์อำลาสังเวียนของคู่ปรับตลอดกาล เจ้าตัวก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ พร้อมตั้งเป้าเก็บชัยชนะเพื่อเรียกฟอร์มเก่งกลับคืน และร่วมเขียนบทสรุปของศึกคู่ปรับระดับตำนานให้สมศักดิ์ศรี


