มหากาพย์ฟุตบอลโลก 2026 รูดม่านปิดฉากลงไปพร้อมกับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชาติสเปน เหนืออาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และฟุตบอลโลก 2026 รอบนี้ กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ถูกพูดถึงและวิเคราะห์อย่างเผ็ดร้อนที่สุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการปรับเปลี่ยนระบบมาเป็น 48 ทีม ซึ่งส่งผลให้มีแมตช์การแข่งขันรวมสูงถึง 104 นัด ตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์เต็ม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของที่แตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่งมองว่าระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ หลายคนปรามาสว่าการแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม (เพื่อคัดเอาอันดับ 1-2 และอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 8 ทีม) จะทำให้เกมน่าเบื่อ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม รอบแบ่งกลุ่มเต็มไปด้วยการพลิกยักษ์ล้ม และดราม่าในนัดสุดท้ายที่ต้องลุ้นคะแนนกันจนวินาทีสุดท้าย
การเพิ่มโควตาทำให้ได้เห็นทีมหน้าใหม่ หรือทีมที่ห่างหายจากบอลโลกไปนาน ได้เข้ามาร่วมสร้างสีสัน ชาติจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากและยกระดับฟุตบอลในประเทศของตัวเอง และการมีเกมเตะมากถึง 104 นัด ถือเป็นความสุขสุดๆ ของคอบอลทั่วโลกที่มีฟุตบอลระดับสูงให้ดูตลอด 1 เดือนครึ่ง
ในทางกลับกัน สื่อและกูรูฟุตบอลต่างสับเละถึงสภาพร่างกายของนักเตะที่กรอบจนไหม้ ส่งผลให้คุณภาพและมาตรฐานเกมในรอบลึกๆ ดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด จากอาการล้าสะสม แฟนๆหลายคนตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า ในเกมนัดชิงชนะเลิศช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งสเปนและอาร์เจนตินาแสดงอาการและความล้าทางร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วของเกมลดลง เพราะนักเตะต้องกรำศึกหนักมาตลอด 6 สัปดาห์ ส่งผลให้คุณภาพฟุตบอลในนัดที่สำคัญที่สุดของโลกดูลดทอนความสนุกลงไป
ขณะที่การเพิ่มทีมเข้ามามากเกินไป ทำให้ในรอบแรกๆ มีบางแมตช์ที่ห่างชั้นกันเกินไป หรือบางทีมเน้นมาอุดประตูเพื่อเอาผลเสมอเพียงอย่างเดียว ทำให้เกมขาดความตื่นตาตื่นใจแบบที่ฟุตบอลโลกยุคก่อนเคยมี
ขณะที่สำนักข่าวการเงินต่างชี้เป้าว่าผู้ชนะที่แท้จริงของระบบนี้ไม่ใช่แฟนบอลหรือเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่เป็นสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่โกยรายได้เข้ากระเป๋าไปอย่างมหาศาลจากการตลาดที่นำหน้าคุณภาพฟุตบอล ด้านนักเตะต้องแบกรับความเสี่ยงในการบาดเจ็บเพื่อสังเวยทัวร์นาเมนต์ที่ยาวนานนี้
ภาพ : FIFA


