เมื่อ 24 มิถุนายน 2569 สภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) องค์กรกำกับดูแลและส่งเสริมกีฬามวยไทยระดับนานาชาติ ร่วมกับ Cognition Alpha กองทุนร่วมลงทุนและผู้พัฒนาเทคโนโลยีประสาทวิทยาและระบบวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถนะขั้นสูง ประกาศเปิดตัวแบรนด์ "Fight IQ" แพลตฟอร์ม Sports Tech สำหรับมวยไทยและกีฬาต่อสู้ มุ่งยกระดับความปลอดภัยและปกป้องนักกีฬา ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มรูปแบบ สอดรับทิศทางของวงการกีฬายุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อยกระดับการฝึกซ้อม เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ Fight IQ มุ่งยกระดับมวยไทยจากเวทีกีฬาและศิลปะการต่อสู้ สู่แพลตฟอร์มข้อมูลสมรรถนะนักสู้ระดับสากล โดยเฉพาะในกีฬาต่อสู้ที่จำเป็นต้องฝึกฝนทั้งสมรรถนะทางร่างกายและความพร้อมด้านจิตใจไปพร้อมกัน การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดงาน Amazing MuayThai World Festival 2026 ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2569ซึ่งถือเป็นมหกรรมการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติ ที่รวบรวมทัพนักกีฬา ผู้ฝึกสอนและผู้ที่หลงใหลในกีฬามวยไทยจากทั่วทุกมุมโลก
แบรนด์ Fight IQ มุ่งสร้างอีโคซิสเต็มที่นำเทคโนโลยีประสาทวิทยา ข้อมูลสมรรถนะ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาผสานกับกระบวนการพัฒนานักสู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้เป้าหมายในการนำดาต้ามาสนับสนุนการตัดสินใจและขับเคลื่อนกีฬามวยไทยสู่มาตรฐานใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมแกร่งการใช้ประสบการณ์และทักษะของนักกีฬาและโค้ชด้วยชุดข้อมูลที่สะท้อนความพร้อมและความเครียดของนักกีฬา เช่นเดียวกับกีฬาระดับโลกที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาขับเคลื่อนการพัฒนานักกีฬา
ปัจจุบันเทคโนโลยีหลักที่ Fight IQ นำมาใช้คือ Cogwear อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) ในรูปแบบแถบคาดศีรษะน้ำหนักเบาที่อ่านและวิเคราะห์สัญญาณคลื่นสมองระดับคลินิกของนักมวยได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาพการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างมวยไทย ครอบคลุมทั้งระดับความเครียด สมาธิ การตอบสนอง ความมั่นใจ และความพร้อมของระบบประสาท นับเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนข้อมูลที่โค้ชและนักกีฬาเคยมองไม่เห็นให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนว่านักกีฬาพร้อมเพียงใดฟื้นตัวดีแค่ไหน ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจกระทบการฝึกซ้อมและการแข่งขัน
นอกจากนี้ แรงหนุนสำคัญยังมาจากการเติบโตของกีฬาต่อสู้ในระดับโลก โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาดอุปกรณ์กีฬาต่อสู้ มีมูลค่า 11.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มจาก 12.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 สู่ 18.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 5.32% การเติบโตนี้ยังสะท้อนการขยายตัวเชิงพาณิชย์ของวงการกีฬาต่อสู้ในวงกว้าง ทั้งการจัดลีกการแข่งขัน ศูนย์ฝึกและสถาบันสอนกีฬาและธุรกิจแฟรนไชส์ค่ายมวย ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของ AI และซอฟต์แวร์ยุคใหม่ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว ก็เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการฝึกฝนกีฬา จากการประเมินด้วยประสบการณ์ ไปสู่การวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดย Fight IQ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จาก Sports Tech ในวงการกีฬาต่อสู้ จึงได้นำเทคโนโลยีประสาทวิทยาและระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักสู้ มาใช้ยกระดับการฝึก ความปลอดภัย และการตัดสินใจของโค้ช ทีมแพทย์ ค่ายมวย และองค์กรกีฬา เพื่อผลักดันมวยไทยสู่มาตรฐานใหม่


