อีกไม่นานศึกแห่งการแสวงหาอำนาจเพื่อเข้าไปนั่งในเก้าอี้ใหญ่ขององค์กรกีฬาย่านหัวหมากหรือเรียกอย่างเป็นทางการว่าผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยก็จะเริ่มขึ้น
ที่น่าสนใจเพราะสิ้นเดือนกันยายนศกนี้ นายใหญ่คนปัจจุบันก็จะอำลาเก้าอี้พร้อมกับผลงานที่รังสรรค์ในระยเวลา 8 ปี
อย่างไรก็ตามเมื่อนายเก่าจากไปคนและนายใหม่กำลังจะมาก็เป็นที่ขัดเจนว่าทุกองค์กรเมื่อกำลังจะมีการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่จะเข้ามานำทัพหรือขับเคลื่อนภารกิจภายใต้วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ก็ย่อมทำให้องค์กรนั้นเต็มไปด้วยความคึกคักและพยายามที่จะเรียกหาคนที่ใช่
สำหรับการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ระดับชาติเมื่อส่องไปดูภายในจะเห็นได้ว่าใครก็ตามที่ผงาดเข้ามานั่งเก้าอี้หรือกัปตันก็ต้องมีคุณสมบัติตามกำหนดและผ่านกระบวนการสรรหาภายใต้พระราชบัญญัติและระเบียบข้อบังคับ
วันนี้ถึงแม้ผู้นำคนปัจจุบันยังไม่หมดวาระและถึงวันอำลาก็ตาม แต่กระแสหรือการโหมโรงเพื่อชิงความเป็นผู้นำก็เริ่มมีให้เห็นเป็นระยะๆ
สำหรับผู้ที่ แต่เหนืออื่นใสนใจที่จะเข้าไปครองเก้าอี้ขณะนี้มีทั้งที่เปิดตัวและยังอิดๆออดๆแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอกก็ตาม
แต่เหนืออื่นใดคือกลุ่มหรือบุคคล ซึ่งเตรียมชุบมือเปิบหรือหยิบชิ้นปลามันภายใต้การชี้นำหรือจัดวางของมือที่มองไม่เห็น
กลุ่มหรือบุคคลที่มาจากมือที่มองไม่เห็นจึงเป็นที่จับตาของสังคมและคนในวงการกีฬาว่าของจริงหรือของปลอม
และหากกลุ่มบุคคลดังว่าได้เข้ามายึดหัวหาดจึงมีคำถามและโจทย์บนความท้าทายว่าการเข้ามาคนเหล่านั้นมีความพร้อม มีความรู้ มีความสามารถที่จะพัฒนาและยกระดับวงการกีฬาไทยภายใต้การเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัลได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ในทางกลับกันถ้าเข้ามาเพื่อพวกพ้องและกลุ่มก้อนภายใต้การแสวงหาผลประโยชน์ดังในอดีตที่พบเจอก็คงเป็นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาเลือกสรร
อย่างไรก็ตามปรากฎการการสรรหาผู้นำองค์กรภาครัฐส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีระเบียบข้อบังคับให้เดินแต่ในหลายองค์กรพบว่ากรรมการสรรหาบางรายไม่ได้พิจารณาถึงแก่นแท้หรือตัวตนของผู้มีคุณสมบัติที่พร้อมจะเป็นจอมทัพ แต่กลับเคาะหรือจรดปากกาลงคะแนนให้กับบุคคลซึ่งมือที่มองไม่เห็นจัดวาง
ดังนั้นการสรรหาผู้ว่ากกท.ในยุคเจ้ากระทรวงกีฬาคนใหม่ก็ออกมาดักคอด้วยการประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าในยุคตนเองไม่มีการวิ่งเต้น
ซึ่งวลีหรือสาระที่เจ้ากระทรวงกล่าวไว้ความว่า “บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ว่ากกท. ต้องเป็นผู้ที่รู้ด้านการกีฬา ไม่เอาแบบคนที่ไม่รู้เลย อันนี้ผมไม่เอาผมคัดค้านคนที่ไม่รู้เรื่องกีฬาเลยท่านอาจจะเก่งถึงมิติโน้น มิตินี้ แต่ถ้าลอยมาอยู่ๆมานั่งคุมการกีฬาเลย แบบนี้ก็ไม่เอาถึงจะเป็นผู้บริหารด้านธุรกิจที่เก่งแล้วมานั่งแบบนี้ก็ไม่เอาผมเลือกคนที่รู้กีฬา เข้าใจกีฬา...”
แค่นั้นไม่พอเจ้ากระทรวงกีฬายังร่ายต่อไปว่า “ต้องขออนุญาตเลยว่า เก่งแล้วบอกว่ามาแล้วจะปรับได้เรียนรู้ได้ วงการกีฬามันลึกซึ้งกว่าวงการอื่นๆ มันไม่ใช่เรื่องของการเก่งด้านอื่นแล้วจะมาเก่งกีฬาก็อาจจะทำได้ แต่ผมยังมั่นใจว่าคนที่จะมานั่งผู้ว่าการกกท.คนใหม่จะต้องรู้เรื่องกีฬา ส่วนใครจะวิ่งเต้นผมไม่รับรู้ด้วย ผมไม่ได้เห็นว่าใครจะมาวิ่งกับผมใครจะมาวิ่งก็ไม่เกี่ยวกับผมผมยึดคุณสมบัติที่ชัดเจนเป็นผู้ที่รู้ลึกซึ้ง รอบด้านเรื่องกีฬาถึงจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการมานั่งตำแหน้ผู้ว่าการกกท.คนใหม่”(มติชนออนไลน์ : 5 พฤษภาคม 2569)
จากวิชั่นหรือมุมมองของรัฐมนตรีกีฬาจะเห็นว่าผู้ว่หรือนายใหญ่กกท.คนใหม่ต้อเป็นผู้ที่พร้อมเลิศหรูตอบโจทย์
แต่ในทางกลับกันไม่ว่าวิธีคิดหรือแนวทางของเจ้ากระทรวงจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ปรากฎการณ์ที่เห็นและเป็นมากลับตรงข้ามวิมานที่วาดพบน้อยมากที่จะเป็นจริง
จากแนวทาการได้มาซึ่งนายใหญ่ย่านหัวหมากคนใหม่หากส่องไปทีกนวคิดของรัฐมนตรีดูเหมือนว่าตนเองจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและชี้ชะตาของผู้นำคนใหม่ ในทางกลับกันกรรมการสรรหาซึ่งไม่ทราบว่ามือที่ มองไม่เห็นจัดวางมาหรือไม่อย่างไร
ต้องยอมรับว่าชาวบ้านอย่างเราในฐานะผู้เสียภาษีให้รัฐไม่อาจจะก้าวล่วงได้ แต่ที่สำคัญก็หวังว่าคณะกรรมการสรรหาที่ได้รับการแต่งตั้งจะไม่เป็น “ตรายางหรือถูกครอบงำ”
และเหนืออื่นใดการบ้านที่เจ้ากระทรวงต้องพิสูจน์โดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ที่ดูเหมือนว่าจะ “ตงฉิน”หรือเป็นเปาบุ้นจิ้นมาเกิดก็จะทราบกันในเร็วๆนี้ “คำพูดเป็นนายเรา”
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร


