ภายหลังนายสุรศักดิ์ พันธ์วรกุล เจ้ากระทรวงกีฬาออกมาแจ้งต่อสาธารณะภายหลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลไม่พร้อมรับเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมยูธโอลิมปิก 2030 ทั้งๆที่ผู้แทนไอโอซี (IOC) หรือคณะกรรมการโอลิมปิกสากล เพิ่งเดินทางมาตรวจความพร้อมตามที่ประเทศไทยเสนอตัวและรอการพิจารณาขั้นสุดท้ายในปลายเดือนมิถุนายนนี้
การยกเลิกหรือเทมหกรรมกีฬารายการระดับโลกของรัฐบาลในครั้งนี้ ถึงแม้นำเหตุผลปัญหาเศรษฐกิจมารองรับก็ตาม หากพิจารณาถึงโอกาสและประโยชน์ที่สังคมและประเทศจะได้รับถือว่ารัฐบาลนี้ทิ้งโอกาสและศักยภาพความเป็นไทยไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
อย่างไรก็ตามชาวบ้านอย่างเราๆหรือหนึ่งในคนกีฬาถึงแม้เสียงจะไม่ดังเหมือนเจ้าของอำนาจรัฐก็ตามก็อยากจะสะท้อนให้เห็นว่าที่มาของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกได้ก่อเกิดและเตรียมการที่จะนำเสนอศักยภาพประเทศภายใต้มิติของการจัดการแข่งขันมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้
วันนี้เมื่อรัฐบาลนี้มองว่าประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกได้เพราะต้องใช้เม็ดเงินราว 5,700 ล้านบาท
การใช้งบที่มีตัวเลขเกือบ 6 พันล้านในการจัดการแข่งขันผนวกกับประโยชน์และมูลค่าเพิ่มที่จะตามมา หากส่องไปที่มิติของการดำเนินงานพบว่าเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ต้องใช้ในตอนนี้ แต่ในการเตรียมการเบื้องต้นผู้สันทัดกรณีชี้ว่าในวาระแรกเริ่มจะควักเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น
ที่น่าสนใจต่อกรณีเจ้ากระทรวงกีฬาแจ้งว่ามีปัญหาเรื่องงบจนต้องปิดฉากหรือเทบางกอยูธโอลิมปิก 2030 นั้น วันนี้คนกีฬาและสภากาแฟเริ่มนำกรณีตัวอย่างการสนับสุนการจัดการแข่งขันกีฬารายการอื่นซึ่งใช้งบสูงนับพันล้านบาทขึ้นมาเปรียบเทียบ
หนึ่งในนั้นคือการจัดการแข่งขันโมโต จีพี ซึ่งการสนับสนุนรายการนี้นั้นหากคลี่ไปที่มติครม.เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลนายอนุทินเห็นชอบการเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการโมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในวงเงิน 3,997.86 ล้านบาท
เหตุผลการสนับสนุนภายใต้ผลที่สังคมและประเทศจะได้รับ แน่นอนหากส่องไปที่เหตุและผล คงไม่ต่างกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิก 2030
จากปรากฎการณ์ปิดฉากโอกาสของประเทศในครั้งนี้ต้องยอมรับว่าเสียดายที่รัฐมองต่างมุมและทิ้งชิ้นปลามันไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง และเหนืออื่นใดคนในรัฐบาลคงไม่ได้คำนึงถึงคำยืนยันความพร้อมของประเทศไปยังIOC เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 จนเดินมาถึงรอบสุดท้ายที่มีคู่แข่งเพียง3 ชาติ
การปิดฉากปฏิเสธเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโลกในครั้งนี้แน่นอนย่อมจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นจากนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งการที่นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับประธานโอซีเอ (OCA) หรือ สภาโอลิมปิคแห่งเอเชีย เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พร้อมกับยันผู้มาเยือนความตอนหนึ่งว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเยาวชนไทย ทั้งในด้านศักยภาพ ทักษะ และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมโอลิมปิก และการสร้างสังคมที่สงบสุข พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านกีฬาในภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ...
วันนี้เมื่อครม.ปัดตกแต่ในทางกลับกันผู้เขียนยิ่งเห็นใจและเสียใจแทนต่อคณะทำงานเตรียมการที่แสวงหาข้อมูลมาอย่างนานวันไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิคไทยฯที่นำโดย “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ รวมทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทยโดยผู้ว่าการ ตลอดจนทีมงานผู้เกี่ยวข้อง
จากนี้ไปเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสังคมโดยเฉพาะผู้ซึ่งทุ่มเทเพื่อวงการกีฬา/ผู้บริหารกีฬา/นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องคงต้องเกาะติดว่ารัฐบาลนี้จะจริงจัง และจริงใจกับนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาชาติดังที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้มากน้อยแค่ไหน
อนึ่ง KBU SPORT POLL จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการรับฟังการสะท้อนมุมมองในมิติการยกเลิกการเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิก 2030 ของรัฐบาล ผ่านการสำรวจความคิดเห็นในเร็วๆนี้
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร


