xs
xsm
sm
md
lg

ยูธโอลิมปิก 2030 ประเทศไทยโจทย์บนความท้าทาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



​โอกาสที่สังคมไทยและคนกีฬารอคอยในการที่จะเห็นความรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลเกี่ยวกับมิติการยกระดับและพัฒนาวงการกีฬาไทยภายใต้การผลักดันของรัฐบาล “นายกอนุทิน”กำลังเป็นหนึ่งในมิติและโจทย์บนความท้าทายที่น่าสนใจยิ่ง

และเมื่อย้อนไปในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะกัปตันหรือผู้นำรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเฉพาะการที่จะมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้วยการแยกการท่องเที่ยวออกไปควบรวมกับวัฒนธรรมยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าโอกาสในการก่อเกิดกระทรวงกีฬาดังกระแสก็ทำท่าว่าน่าจะเป็นยิ่ง

ปรากฏการณ์และแนวนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับการที่นายสุรพันธ์ พันธ์เจริญวรกุล เจ้ากระทรวงกีฬาคนใหม่ได้บอกกล่าวเล่าแจ้งเกี่ยวกับนโยบายในการขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาชาติ

และในวันเดียวกันเจ้ากระทรวงคนใหม่ก็ยังแย้มให้เห็นถึงแนวทางการจัดตั้งกระทรวงกีฬาที่บอกว่าจะตั้งคณะทำงานศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน

พร้อมกันนั้นรัฐมนตรีก็ยังแสดงทัศนะหรือฉายภาพให้เห็นเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “มหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2030” อีกด้วย

ในมิติเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัด “ยูธโอลิมปิก 2030” ต่อกรณีนี้ดูเหมือนว่าจ้ากระทรวงกีฬายังไม่ฟันธงว่ารัฐบาลพร้อมและจะไฟเขียวหรือไม่

หนึ่งในโจทย์ที่สำคัญคือเรื่อของงบประมาณและเม็ดเงินที่จะใช้ในการจัดการแข่งขันซึ่งคณะทำงานเตรียมการวิเคราะห์และดีดลูกคิดแล้วตัวเลขจะอยู่ในราว 6 – 7 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตามถึงแม้ดูเหมือนว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะสูงไปสักนิดประกอบกับบางภาคส่วนในสังคมที่อาจจะมองต่างมุมกับโอกาสที่ยากยิ่งสำหรับการพัฒนาและยกระดับกีฬาของชาติภายใต้การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโลกี่ต้องพิสูจน์พลังกับอีกสองชาติอย่างปารากวัย และ ชิลี ซึ่งเป็นคู่แข่งเสนอตัวและพร้อมจะงาบชิ้นปลามัน

ที่น่าสนใจหากมองในมิติของการส่งเสริมและสนับสนุนการกีฬาโดยเฉพาะการสร้างการตื่นตัวของเยาวชนและประชาชนที่มีต่อการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง “ยูธโอลิมปิก”ซึ่งเยาวชนจากทั่วโลกมารวมตัวประลองศักยภาพและเชิงชั้นของความสามารถทางวการกีฬาถือว่าการลงทุนครั้งนี้ส่งผลให้เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มที่จะตามมาอย่างยากที่จะประมาณได้

การลงทุนของรัฐบาลสำหรับงานใหญ่ระดับโลกอย่างนี้ถ้าไปเทียบกับการทุ่มไปสำหรับการแข่งขันกีฬารายการอื่นอย่าง “โมโตจีพี” หรือมิติทางสังคมและเศรษฐกิจอย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังและคาดว่าจะใช้เม็ดเงินจากการกู้ยืมซึ่งมีตัวเลขถึง 1ล้านล้านบาท

การลงทุนเพื่อรองรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลกภายใต้เม็ดเงินแค่นี้หากเทียบกับความคุ้มค่าที่ไม่ต้องสาธยายให้มากความประกอบกับความสำเร็จของชาติที่เคยเป็นเจ้าภาพซึ่งมีผลในเชิงมูลค่าที่จะตามมาคาดว่าคงไม่กระทบกับขนหน้าแข้งของรัฐบาลมากนัก

พูดถึงโอกาสของประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติหากมองในมิติของการเปลี่ยนแปลงหรือภูมิรัฐศาสตร์ของโลกในยุคสงครามเศรษฐกิจด้วยแล้ว คาดว่าต่อจากนี้ไปโอกาสของประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพแค่มหกรรมกีฬาระดับเอเชียอย่าง “เอเชียนเกมส์” นับวันยิ่งจะห่างไกล

กลับมาที่โอกาสและความหวังของประเทศไทยกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ “บางกอก ยูธโอลิมปิก 2030” หากส่องไปที่ในโอกาสที่นางดังกา เออเบโกวา สมาชิก IOC และประธานกลุ่มคณะทำงานยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 พร้อมผู้แทนมาเยือนไทยระหว่าง 28-30 เมษายน ที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าในการต้อนรับสมาชิก IOC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เมษายน ซึ่งวันนั้นเปี่ยมไปด้วยบุคคลสำคัญทั้งเจ้ากระทรวงกีฬา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคไทยฯ ผู้แทนกกท.ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องจากการรายงานข่าวพบว่ารัฐบาลไทยยืนยันต่อ IOC พร้อมจัดศึกยูธโอลิมปิก 2030

และเหนืออื่นใดบุคคลสำคัญซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในคีย์แมนที่อยู่เบื้องหลังกับโอกาสของไทยในการคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพยูโอลิมปิก 2030 คือ “หญิงเหล็ก” คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

​ขณะเดียวกันศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลหรือหนึ่งในองค์กรภาครัฐที่ออกมาการขับเคลื่อนสนับสนุนเพื่อให้ไทยประสบความสำเร็จกับโอกาสของการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับโลกด้วยอีกแรง

คำถามจึงมีอยู่ว่าการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโลกถือว่าเป็นสิ่งยากยิ่งสำหรับไทยเรา ขณะเดียวกันเมื่อโอกาสกำลังจะมาเยือนรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกุลพร้อมจะเคียงข้างและสร้างสรรค์กับโอกาสอันสำคัญนี้หรือไม่ อย่างไร

ที่สำคัญอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลนอกจากการพิจารณาและเคาะของกัปตันหรือผู้นำแล้ว คณะรัฐมนตรีก็คือผู้คัดท้ายที่อาจจะมองข้ามเช่นกัน

แต่ถ้า “นายกหนู”ผู้มีครูใหญ่คอยเคียงข้างสนับสนุนเห็นดีเห็นงามกับโอกาสที่ประเทศไทยจะสร้างชื่อภายใต้มูลค่าเพิ่มที่จะตามมาอย่างมากมายก็ถือว่าเป็นโจทย์บนความท้าทายที่รัฐบาลจะมอบให้คนไทยซึ่งเฝ้าลุ้นและรออยู่เช่นกัน

“เชื่อหนู”

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร