xs
xsm
sm
md
lg

กรมพลศึกษาวางเป้าตั้ง 7255 ชมรม ขับเคลื่อน “จิตอาสากีฬาและชมรมส่งเสริมการออกกำลังกาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน สนามกีฬาแห่งชาติ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ประจำหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาของประชาชนทุกช่วงวัยในชุมชน ตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป้าหมายปี 2569 บูรณาการเครือข่าย จัดตั้งชมรมระดับหมู่บ้าน 7255 ชมรม ทั่วประเทศ โดยมี ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา และผู้บริหารกรมพลศึกษา ร่วมด้วย

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า ตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้ยุวชน เยาวชน และประชาชนทั่วไป มีนิสัยรักการออกกำลังกายและเล่นกีฬา อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสังคมที่เข้มแข็ง สุขภาพดี ห่างไกลยาเสพติดและอบายมุข พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พัฒนาทักษะกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน กรมพลศึกษา ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการของประเทศ ขอร่วมสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามโครงการฯ ดังกล่าว จึงมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

(1) การพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ดำเนินงานภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ และบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มุ่งพัฒนาประชาชนให้เป็น “จิตอาสากีฬา” เป็นเครือข่ายภาคประชาชนระดับพื้นที่เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมออกกำลังกายและกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และยั่งยืน ซึ่งได้จัดฝึกอบรม “จิตอาสากีฬา” แล้ว 2 รุ่น รวม 314 คน รุ่นที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี และรุ่นที่ 2 จังหวัดเชียงราย และเตรียมจัดอบรมในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบึงกาฬ

(2) การจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาระดับหมู่บ้าน ระยะแรกจัดตั้งชมรมฯ นำร่องตำบลละ 1 ชมรม รวม 7,255ชมรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีผู้นำการขับเคลื่อนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ มีเจ้าหน้าที่พลศึกษาของกรมพลศึกษาประจำอำเภออำนวยความสะดวก สนับสนุนและติดตามการดำเนินงานของชมรมอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีจิตอาสากีฬาผู้ผ่านการอบรมของกรมพลศึกษา ผู้นำชุมชน ประชาชนร่วมกันขับเคลื่อนชมรมในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน

(3) การบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย โดยกำหนดแนวทางเชิงนโยบายร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้ดำเนินงานระดับพื้นที่เป็นรูปธรรม อาทิเช่น สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนภาคีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มุ่งเชื่อมโยงแหล่งทุน องค์ความรู้ และการบริหารจัดการ กับการดำเนินงานของชมรมนำร่องที่จัดตั้ง ซึ่งคาดหวังผลสัมฤทธิ์ยกระดับสร้างวัฒนธรรมสังคมไทยมีการออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิตและเป็นวาระสำคัญระดับชาติ นำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขภาวะดีอย่างยั่งยืน สนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา เผยว่า “ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาระยะแรกมีรายงานจาก 17 จังหวัดได้จัดตั้งชมรมฯ รวม 322 ชมรม คิดเป็นร้อยละ 4.44 ของเป้าหมายทั้งประเทศ การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่มี 45 อำเภอ จาก 878 อำเภอ คิดเป็นร้อยละ 5.12ของอำเภอทั่วประเทศ ตอบรับจัดตั้งชมรมฯ ทั้งนี้นอกจากส่วนภูมิภาคยังให้ความสำคัญเขตเมืองขนาดใหญ่โดยร่วมมือกับกรุงเทพฯ จัดตั้งชมรมฯ นำร่อง 50 ชมรม ครบทั้ง 50 เขต เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมทางกายครอบคลุมมิติบริบทเมืองใหญ่ที่มีความแตกต่างทั้งโครงสร้างประชากร พื้นที่สาธารณะ และวิถีชีวิตของประชาชนด้วย

ด้านนายสุรัตน์  จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ถือเป็นโอกาสดี ในการผลักดันให้มีวัฒนธรรมการออกกำลังกายเป็นวาระสำคัญขับเคลื่อนชาติสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ที่การออกกำลังกายเป็นพื้นฐานสร้างให้คนไทยมีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรงส่งผลต่อสุขภาพดีได้ รวมทั้งกรมพลศึกษามีเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอ ประจำตำบลที่จะทำหน้าที่อย่างใกล้ชิดและมีระบบกำกับติดตามผลชัดเจน อีกทั้งยังมีหลายหน่วยงานสนับสนุน มีจิตอาสากีฬาและผู้นำชุมชนที่มีศักยภาพมีความรู้ ความเข้าใจ มีจิตอาสารับผิดชอบต่อชุมชน เป็นปัจจัยเกื้อหนุนความสำเร็จการดำเนินงานของชมรมฯ ให้สามารถสร้าง“กิจกรรมเชิงรณรงค์” ไปสู่ “ระบบการมีส่วนร่วมในชุมชน” ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”