xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องลึกบอลจีน "ไชนีส ซูเปอร์ลีก" ทำทีมแฝงผลประโยชน์ทางธุรกิจ (คลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แฟนฟุตบอลน่าจะทราบกันดีว่า "ไชนีส ซูเปอร์ลีก" หรือลีกลูกหนังสูงสุดของประเทศจีน แต่ละสโมสรอัดเม็ดเงินการทำทีมเอาไว้สูงลิ่ว คว้าตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์เข้ามาร่วมทีมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในโลกของตลาดนักเตะ

แต่ไฉนสโมสรในไชนีส ซูเปอร์ลีก เกือบทุกทีมกล้าที่จะยอมทุ่มเงินมหาศาลทั้งค่าตัวและค่าจ้าง เพื่อดึงเหล่ายอดแข้งเข้ามาร่วมทัพ เรื่องดังกล่าวมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร มีด้านดีและด้านเสียอย่างไร ใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร และอนาคตของฟุตบอลจีนจะเป็นอย่างไรต่อไป เรามีโอกาสได้พูดคุยกับกูรูที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟุตบอลจีนมานาน อย่าง "อ.เอี่ยม" ศรัณยู ยงพานิช เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "เล่าเรื่องบอลจีน" ที่จะมาบอกเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปในเรื่องนี้ให้ได้ทราบ

- จุดเริ่มต้นของการเริ่มทุ่มซื้อนักเตะราคาแพงใน "ไชนีส ซูเปอร์ลีก" ?

อ.เอี่ยม : "เหตุผลในการที่จีนทุ่มเงินซื้อนักเตะต่างชาติราคาแพงเข้ามา ถ้าจะมองในแง่บวกแน่นอนว่าเขาเป็นลีกที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ในช่วงราวๆ 10 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ฟุตบอลจีนเป็นมหาอำนาจลูกหนังภายในปีค.ศ.2050 ในความคิดของพวกเขาก็คือการดึงนักเตะดังๆเข้ามา เป็นวิธีการที่จะทำให้ถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด แข้งเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และช่วยพัฒนาฝีเท้าให้กับนักฟุตบอลจีน และนักเตะเยาวชนของพวกเขา"



เบื้องหลังการหว่านเงินซื้อแข้งดัง
"ส่วนอีกด้านหนึ่งมันจะมีเรื่องของคำว่า ธุรกิจฟุตบอล เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งสโมสรดึงนักเตะที่มีค่าตัวแพงเข้ามามากเท่าไหร่ ค่าคอมมิชชั่นหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันก็เยอะตามไปด้วย มันก็จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่เขาไม่ได้สนใจเรื่องฟุตบอล แต่เขาสนใจในเรื่อของตัวเงินที่จะได้จากนักกีฬาพวกนี้เป็นสำคัญ ซึ่งคำถามนี้ถ้าถามแฟนบอล 10 คน 100 คน ก็คงตอบไม่เหมือนกัน เพราะมันตอบได้หลายด้าน"

- การทุ่มเงินแบบนี้สำหรับฟุตบอลจีนถือว่าบรรลุจุดประสงค์แค่ไหน ?

อ.เอี่ยม : "ผมมองว่าถ้าดูตามนโยบายของสมาคมฟุตบอลจีน ปีที่แล้วเขาตั้งเป้าว่าจะต้องเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ 2019 ให้ได้ ซึ่งเขาก็ไปถึงได้ เพราะฉะนั้นถ้ามองถึงวันนี้ ณ ตอนนี้พวกเขาก็ยังอยู่ในเส้นทาง แต่ในอนาคตมันจะประสบความสำเร็จจริงๆไหม ก็ต้องมองกันต่อไป เพราะทุกวันนี้ฟุตบอลจีนก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน เราจะเห็นว่าหลายครั้งฟุตบอลลีกของพวกเขามักจะเปลี่ยนกฎระหว่างทางอยู่เสมอ มันก็เป็นปัจจัยที่ต้องมาตอบกันในอนาคต ถ้าสิ่งที่เขาเปลี่ยนมันถูกต้องก็อาจจะสำเร็จได้ไวขึ้น"

"พวกเขาตั้งเป้าเป็นลำดับไปเรื่อยๆ เช่น ทีมชาติจีน ต้องผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ 2019 ให้ได้เป็นอย่างน้อย พวกเขาก็ทำสำเร็จนะ หรืออย่างสโมสรเมื่อไปแข่งเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ต้องผ่านเข้ารอบลึกๆ ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราวัดจากตรงนี้ในมุมมองผมเขาก็ยังอยู่ในเส้นทางอยู่ แต่ระหว่างทางเขาจะใช้กระบวนการหรือวิธีไหนมันก็อีกเรื่อง"

กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ มหาอำนาจลูกหนังบอลจีน
- ปัจจุบันเห็นหลายทีมทุ่มงบน้อยลง เกิดการ "ถังแตก" หรือเปล่า ?

อ.เอี่ยม : "หลักๆเลยเนี่ยคือสมาคมฟุตบอลจีนเขาออกกฎเรื่องของ Salary Cap หรือเพดานค่าจ้างขึ้นมา มันก็จะคล้ายๆกับกฎใน NBA หรือ NFL ซึ่งแน่นอนมันมีผลต่อการตัดสินใจของนักเตะดังๆที่ย้ายเข้ามาเหมือนสมัยก่อน กฎข้อนี้ออกมาเพื่อไม่ให้มีการทุ่มเงินมากจนเกินเหตุของเหล่ามหาเศรษฐีเจ้าของทีม อย่างในฤดูกาล 2020 จะเห็นว่าแข้งนอกที่มาเล่นในจีนจะกลายเป็นพวกเกรด B หรือ B+ ซะส่วนใหญ่ เพราะมันมีเรื่องของเพดานค่าจ้างเข้ามาเกี่ยวข้อง

"ถามว่าถังแตกหรือเปล่า ผมมองว่าถ้าพูดถึงสโมสรในระดับไชนีส ซูเปอร์ลีก ยังไม่เข้าใกล้กับคำว่าถังแตกเลยนะ พวกเขายังใช้จ่ายได้สบาย แต่ในระดับลีกวัน ลีกทู ลงมา ก็อาจจะมีบ้าง อย่างปีล่าสุดในลีกล่างก็มีล้มหายตายจากไปราวๆ 6-7 ทีม จากทั้งหมด 3 ลีก ตรงนี้มันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยที่ฟุตบอลจีนปรับปรุงโครงสร้างใหม่ มันก็มีนักธุรกิจที่กระโดดเข้ามาใช้ฟุตบอลในการพัฒนาธุรกิจของเขาเอง เข้ามาเพื่อจะได้ผลประโยชน์ทางอ้อม ในวันหนึ่งพอมันไปไม่ไหวมันก็ยุบออกไป สมาคมฟุตบอลจีนจะมีการตรวจสุขภาพทางการเงิน ทุกๆปีจะมีทีมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะถูกตัดสิทธิ์ออกไป ซึ่งจะย้ำอีกครั้งว่าฟุตบอลจีนยังไม่เฉียดกับคำว่าถังแตกเลย"

- รัฐบาลจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุ่มซื้อนักเตะราคาแพงหรือไม่ ?

อ.เอี่ยม : "ถ้าถามว่ารัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนในเรื่องนี้ไหม ก็ต้องตอบว่ามี เพราะว่าหลายสโมสรโดยเฉพาะในลีกสูงสุดถือว่าเป็นทีมที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว เมื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การตรวจสอบมันก็ต้องมี บางทีมเจ้าของครึ่งหนึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แน่นอนพวกนี้ก็ต้องเอาเงินมาสนับสนุน เช่น ซานตง หลู่เหนิง ก็เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ในเมื่อสโมสรมีถิ่นฐานอยู่ที่ซานตง เขาก็มีเม็ดเงินจากภาครัฐมาสนับสนุน เราจะเห็นได้ว่าทีมใหญ่ๆ มีเม็ดเงินมหาศาล เพราะว่าเขามีหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามาหนุน แต่มันก็มีการตรวจสอบอยู่เหมือนกัน ง่ายๆคือเกือบทุกทีมจะมีหน่วยงานของรัฐ หรือกึ่งรัฐกึ่งเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมด้วยแน่นอน"

อ.เอี่ยม กูรูฟุตบอลจีน ถ่ายภาพร่วมกับ ฮัล์ค
"ยกตัวอย่าง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ เจ้าของเขาเป็นเอกชนเต็มตัว ธุรกิจหลักๆคืออสังหาริมทรัพย์ และยังทำเกี่ยวกับประกันสุขภาพ น้ำดื่ม รถยนต์ ฯลฯ อย่างที่บอกไปในคำถามก่อน มันจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มเข้ามาลงทุนในฟุตบอลเพื่อหวังผลประโยชน์ทางอ้อม ซึ่งตามแนวทางแล้วรัฐบาลหนุนฟุตบอลให้เป็นนโยบายหลักของชาติ ดังนั้นนักธุรกิจเวลาเขาทำธุรกิจ เขาก็ต้องมีทางสะดวกจากรัฐบาล การที่เขามาลงทุนในสิ่งที่รัฐบาลกำลังสนับสนุนอยู่ มันก็เป็นการเอาในภาครัฐส่วนหนึ่ง เพื่อทำให้การทำธุรกิจของพวกเขาไปได้คล่องขึ้น เช่น สมมติว่าจะไปก่อสร้างตึกบริเวณนี้ มันก็จะได้สิทธิก่อนเพื่อน หรือทำได้ง่ายขึ้น การทำทีมฟุตบอลเป็นสิ่งที่ได้กำไรน้อยมาก ลงทุน 100 บาท อาจได้กำไรแค่ 10 บาท แต่ความเป็นจริงหลายๆทีมทำฟุตบอลเพื่อเอาไว้ตกแต่งบัญชี และเพื่อความสะดวกสบายในการทำธุรกิจอื่นๆของพวกเขาด้วย"

"แต่อีกด้านซึ่งเป็นด้านที่ดีที่รัฐบาลเข้ามาให้เงินสนับสนุน เป็นเพราะว่าพวกเขาคิดกันว่าการที่จะทำให้ฟุตบอลในจีนกลายเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ยอดฮิตในจีนเฉกเช่น บาสเกตบอล, แบดมินตัน, เทเบิลเทนนิส ก็คือการเข้าให้ถึงรากหญ้า รัฐบาลจึงมอบเงินก้อนใหญ่ไว้ให้กับทางสโมสร โรงเรียน หรืออะคาเดมี ก็เพื่อให้เด็กๆรุ่นใหม่หันมาสนใจฟุตบอล อย่างที่ผมบอกว่ามันมีทั้งสองด้าน ทั้งด้านขาวและด้านเทา"

- เคสของ "เทียนจิน ฉวนเจี้ยน" ที่ประกาศยุบทีมไป เกี่ยวกับพิษเศรษฐกิจไหม ?

อ.เอี่ยม : "ในเคสของทีมเทียนจิน จริงๆมันมีประวัติมาก่อนหน้านั้น ต้องเกริ่มก่อนว่าเมื่อปี 2018 ประธานสโมสรของฉวนเจี้ยนถูกดำเนินคดีเรื่องการโฆษณายาเกินจริง คือบริษัทฉวนเจี้ยน เป็นบริษัทขายยาเวชภัณฑ์ และเคยมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 4 ขวบ อยู่ที่มองโกเลีย เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูก พ่อแม่ฐานะยากจน จึงขอออกโทรทัศน์เพื่อหาทางรักษาลูกเขาโดยที่ไม่อยากไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะค่าใช้จ่ายสูง บริษัทฉวนเจี้ยน จึงติดต่อเข้ามาโดยให้ใช้ตัวยาของฉวนเจี้ยน เด็กคนนี้ใช้ยาตัวนี้อยู่ประมาณ 2 เดือนเศษ ปรากฎว่าอาการหนักกว่าเดิม และก็เสียชีวิต แต่ขณะที่รักษาตัวอยู่นั้นทางฉวนเจี้ยนดันเอาภาพของเด็กคนนี้ไปโฆษณาว่าเขาใช้ยาของฉวนเจี้ยนและรักษาจนหาย ซึ่งมันขัดกับความเป็นจริง จึงถูกครอบครัวของเด็กฟ้องร้องตั้งแต่ปี 2015 คดีก็ยื้อกันเรื่อยมา จนมาตัดสินกันเมื่อปลายปี 2018 ถูกจับเข้าคุก ทำให้สโมสรต้องเปลี่ยนเจ้าของและถูกอายัดเงิน กลายเป็นว่าสมาคมฟุตบอลเทียนจินเข้ามาดูแลแทน สุดท้ายค้างเงินเดือนนักเตะและสต๊าฟฟ์ 4 เดือนเต็มในฤดูกาล 2019 จริงๆมีทีมที่สนใจจะเข้ามาขอเทคโอเวอร์แต่ดำเนินการเรื่องเอกสารไม่ทัน จนต้องยุบสโมสรไป จะเห็นได้ว่าเรื่องยุบทีมของ เทียนจิน ฉวนเจี้ยน ก็ไม่เกี่ยวกับการถังแตกแบบตรงๆเท่าไหร่"

- ในอนาคตสโมสรในจีนจะยังทุ่มเงินซื้อนักเตะดังอีกไหม ?

อ.เอี่ยม : "ผมมองว่าพวกเขายังคงเดินหน้าทุ่มแบบนี้ต่อไปในช่วง 5 ปีหลังจากนี้ ทุ่มในกฎตามที่สมาคมฟุตบอลจีนจะกำหนดให้ นักฟุตบอลเยาวชนของจีนที่จะสร้างตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งต่างชาติแพงๆ ยังต้องอาศัยเวลา เอาจริงๆอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปีเลยด้วยซ้ำที่ลีกจีนจะทำแบบนี้ วันนี้เขายังอยู่ในเส้นทางที่เขาวางแผนเอาไว้ แต่กระบวนการที่เขากำลังทำอยู่มันก็อาจมองได้ว่าพวกเขาพึ่งพานักเตะต่างชาติเยอะเกินไป ดังนั้นมองว่าถ้าวันหนึ่งเขาสำเร็จแล้ว ก็คงค่อยๆลดการทุ่มซื้อนักเตะลง ลดการแปลงสัญชาตินักเตะลง และเอาคนจีนล้วนหรือลูกครึ่งจีนมารับหน้าที่ตรงนี้แทน"

ไชนีส ซูเปอร์ลีก แฝงผลประโยชน์ซับซ้อนมากมาย

- ทำไม "ทีมชาติจีน" ต้องแปลงสัญชาตินักฟุตบอลในปัจจุบัน ?


อ.เอี่ยม : "สำหรับเรื่องของนักเตะแปลงสัญชาติของจีนที่กำลังเป็นที่ฮือฮาในปัจจุบัน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือการไปลุยฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งลีกจีนเป็นลีกที่กำลังเกิดใหม่ ทำอย่างไรถึงให้ฟุตบอลบูม เพราะฉะนั้นผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ จะไปด้วยวิธีไหนก็ตามแต่จีนมองว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้ เพราะถ้าได้ไปแล้วมันจะช่วยปลุกกระแสกีฬาฟุตบอลในประเทศของเขาเอง ซึ่งถ้าทำได้ตามเป้าหมาย นักเตะแปลงสัญชาติก็คงจะลดลง สมาคมฟุตบอลจีนออกกฎมาแล้วว่าแปลงสัญชาติได้ แต่ก็มีโควต้าในการลงสนามสำหรับฟุตบอลลีกในประเทศเหมือนกัน ตอนนี้แข้งแปลงสัญชาติจะได้โควต้าลงสนาม 2 คน ไม่รวมแข้งต่างชาติ จีนมองว่าชาติอื่นในเอเชียบางชาติเคยทำมาก่อน และพวกเขาก็ทำสำเร็จ จึงอยากจะทำวิธีนี้ดูบ้าง


- ถ้า "จีน" พลาดไปลุยฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ จะเกิดอะไรขึ้น ?


อ.เอี่ยม : "ผมเชื่อว่าก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก แต่ว่าจะเปลี่ยนในเชิงของโครงสร้างนโยบายอย่างไร ต้องรอดูว่านักเตะแปลงสัญชาติที่แปลงกันมาเขาสามารถช่วยทีมได้เยอะขนาดไหน คือจริงๆพวกเขาอาจจะช่วยทีมได้เยอะ แต่ความสามารถของนักเตะจีนแท้ๆอาจจะยังไม่ถึง ทีมชาติจีนในยุคปัจจุบันอายุเฉลี่ยค่อนข้างจะสูงมากๆ ถ้าแนวโน้มว่านักเตะแปลงสัญชาติช่วยทีมชาติได้เยอะ แนวทางนี้ก็อาจดำเนินต่อไปแม้จะพลาดไปเล่นฟุตบอลโลก 2022 ก็ตาม"


- แฟนบอลจีนรู้สึกอย่างไรกับโค้ชระดับโลก กับโค้ชชาวจีนแท้ๆ


อ.เอี่ยม : "แรกๆแฟนบอลก็ดีใจนะเมื่อโค้ชระดับโลกมา แต่มันก็มีการประเมินกันออกมาว่าฟุตบอลในแต่ละประเทศมันจะมีบริบทของตัวเอง ง่ายๆก็คือ คนยุโรป จะมาเข้าใจบริบทหรือวัฒนธรรมของคนเอเชียร้อยเปอร์เซนต์ไหม ก็คงไม่ ดังนั้นเองแฟนบอลจีนหลายคนมีความต้องการอยากได้โค้ชชาวจีนแท้ๆมากกว่า เพราะโค้ชชาวจีนสามารถเข้าใจในตัวนักเตะได้มากกว่า ที่สำคัญคือ ล่าม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ บางคนไม่สามารถถ่ายทอดคำพูดของกุนซือที่จะถ่ายทอดให้กับนักเตะได้ร้อยเปอร์เซนต์ พอถ่ายทอดได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์นานๆเข้าแทนที่จะได้รับร้อย ก็ได้รับแค่เจ็ดสิบ แปดสิบ ซึ่งปัจจุบันจีนใช้งาน หลี่ เถีย อดีตแข้งเอฟเวอร์ตันขึ้นมาคุมทีมชาติ ก็ต้องรอดูกันต่อไป"

จากที่พูดคุยกับ อ.เอี่ยม มาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า "จีน" ต้องการความสำเร็จเป็นอย่างมากในกีฬาฟุตบอล พวกเขามีการวางแผนระยะยาวเอาไว้ถึงปี 2050 ที่อยากจะกลายเป็นมหาอำนาจลูกหนังของโลกให้ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะดำเนินการด้วยวิธีไหน ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าสิ่งที่พวกเขาทำมาทั้งหมดนั้น จะประสบความสำเร็จได้จริงๆหรือไม่

นอกจากนี้ยังเป็นการกลบข่าวลือที่ว่า "ลีกจีน" เริ่มจะถังแตก เพราะความเป็นจริงไม่ได้มีความใกล้เคียงกับคำว่า "ถังแตก" เลยด้วยซ้ำ เหล่ามหาเศรษฐีเจ้าของทีมบางสโมสรไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใด พวกเขายังพร้อมที่จะ "ทุ่มเงิน" กันต่อ เพื่อเป็นการปูทางในการทำธุรกิจอื่นๆของพวกเขาเอง...
กำลังโหลดความคิดเห็น...