กลายเป็นอีกหนึ่งไฟต์ที่ช็อคแฟนมวยทั่วโลกเมื่อ แอนโธนี โจชัว นักชกหมายเลข 1 จากสหราชอาณาจักร ผู้เป็นดาวเจิดจรัสแห่งวงการมวยรุ่นเฮฟวี่เวทยุคใหม่ ถูกต่อยล้มลงกองเวทีหลังโดนหมัดของนักชกร่างตุ้ยนุ้ยชาวอเมริกัน จนแพ้ TKO เสียเข็มขัดแชมป์โลกทีเดียว 4 เส้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา พร้อมกับเป็นการแจ้งเกิดแชมป์โลกคนใหม่ผู้ฉีกตำราและภาพลักษณ์นิยมที่ว่านักมวยต้องมีร่างกายกำยำไปหมดสิ้น
ไฟต์การชกที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน สหรัฐอเมริกา แอนโธนี โจชัว กำปั้นซูเปอร์สตาร์เมืองผู้ดี แบกเข็มขัดแชมป์โลก 4 เส้น สมาคมมวยโลก (WBA), สหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF), องค์กรมวยโลก (WBO) และองค์กรมวยนานาชาติ (IBO) เผชิญหน้า แอนดี รุยซ์ จูเนียร์ นักชกอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน ผู้แบกน้ำหนัก268 ปอนด์ พร้อมความสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว เดินขึ้นเวที ก่อนชกถูกแฟนมวยอังกฤษสาปส่งและดูถูกสารพัดทำนองว่าเป็นหมูขึ้นไปให้ โจชัว เชือดเรียกความมั่นใจ
ไม่แปลกใจที่ รุยซ์ จะโดนดูถูกจากรูปลักษณ์ภายนอกจากเซียนมวยและสาวกพลางเย้ยหยันว่าไม่พ้น 3 ยกก็หลับแน่นอน แต่กลายเป็นเรื่องพลิกผันเมื่อ รุยซ์ ผู้มีฉายาซ่อนเร้น “เดอะ เดสทรอยเยอร์” พลิ้วหลบหมัดของ โจชัว สลับต่อยแชมป์โลกฝั่งตรงข้ามจนออกลูกเป๋เข้ามุมด้วยสีหน้าไม่สู้ดี สุดท้ายยก 7 ก็เป็นการเผด็จศึกเมื่อนักชกเมืองผู้ดีที่กินหมัดไปหลายขนาน ล้มลงเป็นครั้งที่ 4 ผู้ตัดสินบนเวทีเห็นไม่ไหวสั่งยุติการชกและให้ รุยซ์ ชนะ TKO ซิวเข็มขัดรวดเดียว 4 เส้นแบบช็อคคนดูทั้งโลก
อันที่จริง แอนดี รุยซ์ วัย 29 ปี ไม่ใช่นักมวยไก่กาเสียที่ไหน เขาได้รับความดูแลสมัยเริ่มชกสมัครเล่นโดย เฟรดดี้ โรช เทรนเนอร์ผู้สร้าง แมนนี ปาเกียว ยิ่งใหญ่บนโลกกำปั้น ขณะที่สถิติการชกก็ถือว่าหรูหราไม่เบา ชก 34 ไฟต์ ชนะ 33 น็อค 22 แพ้ครั้งเดียว แม้รูปร่างจะทำเอาคอกีฬาหมัดมวยชวนกังขาว่าชนะได้อย่างไรทั้งที่ร่างกายอวบอั๋นผิดคุณสมบัติการเป็นนักมวย แต่น่าเหลือเชื่อที่ว่ามันกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญหากมองให้ลึกลงไปในรายละเอียด
ดร.มายูร์ แรนชอร์ดาส ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกีฬา วิเคราะห์ว่าสำหรับการชกรุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักเยอะเป็นเรื่องดีเพราะช่วยให้การออกหมัดแต่ละครั้งมีน้ำหนักกว่าเดิม รวมถึงการออกกำลังกายที่ดีอย่างการปั่นจักรยานและซ้อมมวยอย่างมีวินัย ก็จะช่วยลดข้อเสียเรื่องรูปร่างไปได้ “ถ้าคุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 20 กิโลกรัมในวงการมวย ถึงมาจากไขมันกับความอ้วน แต่เมื่อส่งหมัดออกไปคู่ต่อสู้จะรู้ทันทีว่าคุณหมัดหนักขนาดไหน กรณีของ รุยซ์ เขาแบกน้ำหนักมากเกินไปก็จริง แต่นั่นคือมวลกล้ามเนื้อทั้งนั้น”
ถัดมาเรื่องอาหารการกิน นักชกรุ่นเฮฟวี่เวทจะมีกฎกติกาต้องกินให้ได้ 5,000 แคลอรี่ต่อวัน โดยหลักเป็นไข่ 4-5 ฟอง, ขนมปังแผ่น, สลัดผลไม้, โยเกิร์ต, กล้วยหั่น รวมถึงผักกับเนื้อปลา เพื่อเพิ่มโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แอนดี รุยซ์ ก็ทำแบบเดียวกันเพียงแต่ด้วยกรรมพันธุ์ทำให้เจ้าตัวไม่อาจมีรูปร่างเพรียวลมเหมือนผู้อื่น และอีกหนึ่งเคล็ดลับอันเปรียบดั่งเครื่องรางนำโชคคือการกินช็อคโกแลตแท่งยี่ห้อดัง สนิคเกอร์ส ทุกครั้งก่อนขึ้นชก แถมยังพูดติดตลกว่าอยากเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ด้วย
“คุณพ่อให้ผมกิน สนิคเกอร์ส ตั้งแต่ 6 ขวบ กินมาตลอดจนถึงตอนชกสมัครเล่นจนถึงอาชีพ ผมกินทุกครั้งก่อนขึ้นชก รวมถึงก่อนเจอกับ เอเจ ผมกินมันอย่างมั่นใจ” รุยซ์ เปิดเผยเคล็ดส่วนตัวก่อนเซ็นสัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ สนิคเกอร์ส ไปแล้วเรียบร้อยหลังจบไฟต์ ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงสตัน เมื่อปี 2016 ว่าการกินช็อคโกแลตอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ออกกำลังกายได้นานขึ้นและไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย
ผลงานของ แอนดี รุยซ์ ถือว่าตามรอยเท้าของ เอริค “เดอะ บัตเตอร์บีน” เอช ตำนานกำปั้นรุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท ที่เคยแบกน้ำหนักตัว 193 กิโลกรัม ขึ้นไปน็อคคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน 58 ไฟต์ในยุคปลาย 90 แถมได้เข็มขัดแชมป์โลกติดมือต่างหาก เป็นบทพิสูจน์ว่าแชมป์โลกและนักสู้ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างที่อยู่ในภาพลักษณ์พิมพ์นิยมอย่างกล้ามโตและกล้ามท้องซิกซ์แพ็ค ขอเพียงมีวินัยแก่ตัวเองก็สามารถก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ เหมือนที่ “เดอะ เดสทรอยเยอร์” ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ
“ผมอาจดูไม่เหมือนนักมวยที่ผู้คนเห็นกันทั่วไป แต่สำหรับผม กล้ามเนื้อ ไม่ได้ทำให้คุณเป็นนักสู้ที่ดี หัวใจต่างหากที่สำคัญ” เดอะ บิ๊ก แฟต รุยซ์ กล่าว


