ผู้จัดการรายวัน 360 - ก่อนที่ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 จะเปิดฤดูกาล บรรดาทีมใหญ่หมายมั่นปั้นมือที่จะล้มแชมป์เก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้จงได้ แต่ทำไปทำมาผ่านไปแล้ว 6 นัด ยังไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีทีมไหนที่ฟอร์มดีพอในการปราบแชมป์เก่าลงได้ หนึ่งในนั้นคือ "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดหากเทียบกับการตั้งความหวังและการวางเป้าหมายเอาไว้ก่อนเปิดฤดูกาล
พวกเขามีพร้อมทุกอย่าง เป็นทีมใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แถมยังประกาศทุ่มเงิน 400 ล้านบาทในปีนี้ มากที่สุดในทุกทีมเพื่อล่าแชมป์ทวงบัลลังก์ความสำเร็จกลับสู่ถิ่นเอสซีจี สเตเดียม ให้ได้ พร้อมกับสโลแกน Football's Coming Home แต่ดูเหมือนผลงานที่ออกมาจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ กิเลนไม่อาจผยอง แข่ง 6 นัด มี 6 คะแนน รั้งอันดับ 15 เหนือกว่า ตราด เอฟซี ทีมบ๊วยอันดับ 16 เพียงแค่แต้มเดียว ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อฟอร์มแข้ง เอสซีจี เมืองทอง ประกอบด้วย
1. แต่งตั้งกุนซือผิดคน : การประกาศแต่งตั้ง "โค้ชเบ๊" ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก กุนซือมาดเข้มเข้ามากุมบังเหียน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอันดับแรกของบอร์ดบริหารก็ว่าได้ จริงอยู่ที่โค้ชเบ๊ เป็นหนึ่งในโค้ชไทยที่เก่ง และมีฝีมือในปัจจุบัน แต่การที่เขาก้าวกระโดดมาคุมทีมใหญ่ ทีมลุ้นแชมป์ อย่าง เอสซีจี เมืองทองฯ ดูจะเป็นอะไรที่ "เกินตัว" ไปหน่อย เพราะที่ผ่านมากุนซือรายนี้ไม่เคย "สัมผัส" หรือเข้าไปใกล้กับการคุมทีมหัวตารางเลยแม้แต่น้อย เขาเคยได้รับโอกาสคุมทีมดีสุดก็เพียงกลางตาราง หรือค่อนไปทางท้ายลุ้นหนีตกชั้นเสียมากกว่า การทำงานระหว่างทีมหัวตาราง กับทีมท้ายตาราง มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของความกระหาย อีโก้ของผู้เล่นภายในทีม ฯลฯ ระยะเวลา 5 นัดของเทรนเนอร์รายนี้ถือว่าสอบตกโดยสิ้นเชิง แม้จะมีแท็คติกที่แยบยลแค่ไหน แก้เกมเก่งเพียงใด แต่ถ้าคุมนักเตะซูเปอร์สตาร์ หรือรวมใจลูกน้องในทีมไม่ได้ ทุกอย่างก็ "ไม่มีความหมาย" สุดท้ายตัวโค้ชเองก็ต้องลาจากทีมไป
2. เสียโควต้าต่างชาติไปฟรีๆ : การเซ็นสัญญานำ มาริโอ ยูรอฟสกี มิดฟิลด์เท้าชั่งทองชาวมาซิโดเนีย คัมแบ็คกลับมาสู่ทีมอีกครั้งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี ตอนที่มีการชูเสื้อกัน บอร์ดบริหารของทีมกล่าวด้วยคำพูดสวยหรูว่า "เขามี DNA มีเลือดเนื้อของความเป็นเมืองทอง" ประโยคนี้มันอาจจะถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จริงอยู่ที่นักเตะอาจจะคุ้นเคยกับสโมสรเป็นอย่างดี รู้ว่าทีมต้องการอะไร แต่สภาพร่างกายของเขานี่แหละคือปัญหา ช่วงหลังน่าจะทราบกันดีอยู่ว่า "มาริโอ" มักมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายอยู่แล้ว อยู่ทีมไหนก็มักจะได้รับบาดเจ็บอยู่เป็นประจำ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น แต่ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้นคือเขายังไม่ได้ลงรับใช้เอสซีจี เมืองทองฯ เลย แม้แต่นัดเดียวตั้งแต่เปิดลีกมา โควต้าต่างชาติตรงนี้ควรนำไปลงทุนกับคนอื่นๆได้ดีกว่านี้ และโควต้าตรงนี้จริงๆควรได้นักเตะต่างชาติที่เข้ามาช่วยยกระดับทีมได้ดีกว่านี้
3.นักเตะไร้ความกระหาย / หมดความมุ่งมั่น : เอสซีจี เมืองทองฯ เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ก็จริง หลายคนล้วนแล้วแต่มีชื่อติดธง "ทีมชาติไทย" กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นธีรศิลป์ แดงดา, สารัช อยู่เย็น, อดิศักดิ์ ไกรษร, อดิศร พรหมรักษ์, ชาริล ชัปปุย ขณะที่ อ่อง ธู ก็ดูเหมือนจะยังไม่ลงล็อกกับทีมใหม่ จนดูเหมือนจะพร้อมใจกันหมดไอเดียเอาดื้อๆ จนหลายๆ ครั้งแฟนบอลก็มองเป็นไม่มีความมุ่งมั่นใจการรับใช้ต้นสังกัดกันเท่าไหร่ ทั้งที่เรื่องฝีเท้าแข้งเหล่านี้ของทีมกิเลนผยองไม่ได้เป็นสองรองใคร และกลายเป็น เฮแบร์ตี้ เฟร์นันเดซ ที่พอฝากผีฝากไข้ได้จนกลายเป็น "เดอะ แบก" ตัวจริง
4.เน้นปั้นเด็กมากขึ้นกว่าเดิม : นักเตะเยาวชนของกิเลนผยอง ได้โอกาสลงสนามกันค่อนข้างเยอะมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งในปีนี้บางคนยิ่งได้โอกาสลงสนามเยอะกว่าปีก่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็น กรวิชญ์ ทะสา, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม, พีรพงศ์ ปัญญานุมาภรณ์, ศฤงคาร พรมสุภะ, สรวิทย์ พานทอง เป็นต้น อาจเป็นนโยบายของสโมสรที่มีอยู่แล้วในการส่งเยาวชนลงสนามให้มากขึ้น แต่สิ่งนี้เองดันกลายเป็นจุดอ่อนของทีม เพราะหลายคนยังไม่สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่น และแนวทางการรับมือคู่แข่งบางทีมได้ การขึ้นมาเล่นกับแข้งเก๋าของทีมหลายคนอาจจะยังไม่มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่นัก
หลังจากนี้สิ่งที่ "กิเลนผยอง" ต้องรีบทำที่สุด คือการดึง "เฮดโค้ช" คนใหม่เข้ามาสู่ทีมให้ได้ไวที่สุด และควรเป็นคนที่สามารถดึงความกระหายในชัยชนะ ดึงความมุ่งมั่น กลับคืนสู่นักฟุตบอลภายในทีมให้ได้อย่างเร็วที่สุด มิเช่นนั้นหากทุกอย่างมันสายเกินแก้ การที่ปีนี้ไทยลีกมีแค่ 16 ทีม อาจทำให้พวกเขาต้องไปดิ้นรนหนีตกชั้นก็เป็นได้ ใครจะไปรู้...


