ผู้จัดการรายวัน 360 – ชาตรี ศิษย์ยอดธง คือนักธุรกิจชาวไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคนหนึ่ง จากการลงมือทำธุรกิจต่างๆเช่นซอฟต์แวร์อินเตอร์เน็ต, การตั้งบริษัทในตลาดหุ้น แต่ในวันนี้ ชาตรี กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทวีปเอเชีย จากการผันตัวมาทำในสิ่งที่ตนเองรัก นั่นคือการจัดแข่งขันศิลปะการต่อสู้ในชื่อ วัน แชมเปียนชิป ที่กำลังสร้างกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กีฬาดังระดับโลก
ด้วยใจรักในกีฬาการต่อสู้ ทำให้ปัจจุบัน ชาตรี เจ้าของทัวร์นาเมนต์กีฬา มิกซ์ มาร์เชียล อาร์ต ในเอเชีย ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 และมีฐานทัพใหญ่อยู่ที่ สิงคโปร์ กลายเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จสร้างเม็ดเงินมหาศาลระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยับขยายไปเปิดสังเวียนในที่ต่างๆ และได้รับการยกย่องเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวงการกีฬาเอเชีย ทว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ ชีวิตของเขาเผชิญกับความยากลำบากมามาก ใช้ชีวิตอย่างดิ้นรนทั้งที่เมืองไทยและสหรัฐอเมริกา
วิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในเมืองไทย “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 ตระกูล ศิษย์ยอดธง ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณพ่อของ ชาตรี ถูกฟ้องล้มละลาย ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขากับคุณแม่และน้องชายกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องขายผลไม้ตามท้องถนนเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าวประทังชีวิต อดมื้อกินมื้อ ทว่าเมื่อพบลู่ทางการศึกษา ชาตรี ก็ได้ยื่นเรื่องสมัครขอทุนเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา และพาแม่กับน้องชายย้ายตามกันไป
ชีวิตที่อเมริกา นอกจากเป็นนักศึกษาที่มีเงินใช้วันละ 4 เหรียญ (125 บาท) ชาตรี ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในฐานะเสาหลักของบ้านเช่น พนักงานส่งอาหาร, ครูสอนมวยไทย ศิลปะการป้องกันตัวที่เขาร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก ครั้นเมื่อจบการศึกษาปริญญาโท ก็เข้าไปทำงานในตลาดหุ้น วอลล์ สตรีท สร้างฐานะจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่า มวย และศิลปะการต่อสู้ต่างๆคือสิ่งที่เขาไม่สามารถสลัดมันออกไปได้ “นั่นคือสิ่งที่ผมรักและหลงใหลมากที่สุด”
ชาตรี เปิดใจว่า มวยไทย และศิลปะการต่อสู้คือสิ่งที่อยู่ในลมหายใจมาตลอดจากการที่ได้ฝึกฝนและร่ำเรียนวิชามวยจาก ยอดธง เสนานันท์ ครูมวยระดับตำนานที่พัทยา และให้เครดิตว่ากีฬาชนิดนี้ช่วยชีวิตเขาในวันที่ยากลำบาก และเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้น พร้อมกับทำให้แม่และน้องชายมีกินมีใช้อย่างสุขสบาย ชาตรี ในวัย 30 ปี ก็ลาออกจากการทำงานใน วอลล์ สตรีท และเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างจริงจัง นั่นคือการก่อตั้งรายการศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ “วัน แชมเปียนชิป”
แม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะออกมาแบบไหนแต่เขาก็พร้อมเสี่ยง “ชีวิตของผมไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงิน มันเติมเต็มความสุขให้ผมไม่ได้ สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคือการเป็นผู้ให้ และเปลี่ยนแปลงโลกนี้” และดูเหมือนจะคิดถูกเพราะปัจจุบัน วัน แชมเปียนชิป กลายเป็นรายการกีฬาเบอร์ 1 ของเอเชีย มีนักสู้ทั่วทุกสารทิศผลัดกันมอบความมันบนเวทีลูกกรงทุกเดือน แถมแบรนด์ดังระดับโลกทั้ง ดิสนีย์, มาร์เวล, เทมาเซ็ก, แอลจี, คาวาซากิ, พานาโซนิค ฯลฯ ก็แห่แหนกันขอมาเป็นสปอนเซอร์
“กีฬายอดนิยมส่วนใหญ่มาจากฝั่งตะวันตกเช่น ฟุตบอล, เอ็นบีเอ, ฟอร์มูล่า วัน หรือเทนนิส แต่ วัน แชมเปียนชิป คือแบรนด์จากเอเชียของแท้ และดังในระดับโลก” ชาตรี กล่าว ซึ่งส่วนผสมหลักที่ทำให้มวยลูกกรงจากเอเชียได้รับความนิยมสูง คือการทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าของศิลปะการต่อสู้รูปแบบต่างๆที่มีต้นกำเนิดจากเอเชียและมีประวัติยาวนานกว่า 5,000 ปี พร้อมผลักดันเหล่านักสู้ในทวีปนี้ แสดงศักยภาพในฐานะตัวแทนของชาติ เป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ
มีนักสู้ยอดฝีมือมากมายตบเท้าเข้าร่วมรายการนี้เช่น เบน แอสเกรน, บิเบียโน่ เฟอร์นานเดส, แบรนดอน เวร่า, ชินยะ อาโอกิ กระนั้น วัน แชมเปียนชิป ก็ได้เครดิตว่าเป็นผู้ที่ปลุกปั้นนักสู้ระดับรากหญ้าในเอเชีย จนกลายเป็นฮีโร่ของคนทั้งชาติมาแล้ว ประกอบด้วย แองเจล่า ลี แชมป์โลกหญิงจาก สิงคโปร์, เอดูอาร์โด โฟลายัง จอมเทคนิคจาก ฟิลิปปินส์ และ ออง ลา เอ็น ซาง แชมป์โลกมวยลูกกรงคนแรกจากพม่า
วัน แชมเปียนชิป มีฐานคนดูอยู่ที่แฟนหมัดมวยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ 18-45 ปี มีการถ่ายทอดสดกว่า 136 ประเทศทั่วโลก ยอดวิวรวมกันมากกว่า 1.7 พันล้านราย ทั้งทางทีวีและ โซเชียล มีเดีย เรตติ้งวัดล่าสุดเมื่อจบปี 2017 เฉพาะในเอเชีย มวยลูกกรง วัน ทำเรตติ้งชนะกีฬาระดับโลกทั้ง พรีเมียร์ ลีก, เอฟวัน และ เอ็นบีเอ ซึ่งซีอีโอชาวไทยประเมินว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า รายการนี้จะทำเงินได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 31,275 ล้านบาท)
สุดท้าย เป้าหมายปัจจุบันของ ชาตรี นอกจากควบคุมให้ วัน แชมเปียนชิป เป็นรายการที่มีมาตรฐานการแข่งขันต่อสู้ระดับสูงเหมือนที่ทำมาตั้งแต่ปีแรก ยังมองการณ์ไกลถึงการนำเสนอศิลปะการต่อสู้แบบเอเชีย เผยแพร่ไปสู่สายตาชาวโลกให้มากกว่านี้ “กีฬา มาร์เชียล อาร์ต มีจุดเริ่มต้นที่เอเชีย เราต้องขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในการสร้างความยิ่งใหญ่ทั้งหมด สิ่งที่เราทำคือนำเสนอสิ่งเหล่านี้ไปทั่วโลก และเราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ด้วย”


