ในที่สุดก็ได้บทสรุปหลังจากยืดเยื้อกันมานานกับจำนวนเหรียญทองที่จะชิงชัยในมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่โคราช ปลายปีนี้ ที่สุดหลังการประชุมมนตรีซีเกมส์ เมื่อวันที่ 3-4 มิถุนายน ที่ผ่านมาตัวเลขสุดท้ายของเหรียญรางวัลที่จะชิงชัย ณ โคราชเกมส์ ครั้งนี้อยู่ที่ 485 เหรียญทอง จาก 43 ชนิดกีฬา ถือว่าเป็นการชิงเหรียญทองที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ซีเกมส์
ย้อนหลังกลับไปดูการชิงเหรียญรางวัลกันตั้งแต่สมัยที่ ซีเกมส์ ยังถูกเรียกว่ากีฬาแหลมทองนั้น การแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเอเชี่ยนเกมส์ และก่อให้เกิดความสามัคคีในภูมิภาคมีการชิงชัยกันเพียง 67 เหรียญทองจากทั้งหมด 12 ประเภทกีฬาการแข่งขันดำเนินเรื่อยมาด้วยระยะเวลา 2 ปีต่อครั้งจนกระทั่งถึงปี 1977 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 9 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ซีเกมส์ โดยมีการแข่งขันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีเหรียญทองให้ชิงชัยเพิ่มขึ้นที่ 190 เหรียญ
เมื่อถึงซีเกมส์ ครั้งที่ 14 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียในปี 1987 จำนวนเหรียญทองได้ทะลุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 376 เหรียญ ก่อนที่ 10 ปีให้หลังการแข่งขันซีเกมส์ได้ย้อนกลับมาที่แผ่นดินชวาอีกครั้ง ในซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ซึ่งคราวนี้อินโดนีเซียทำลายสถิติของตัวเองลงด้วยการชิงชัยกันมโหฬารถึง 448 เหรียญทอง และเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเรื่อยมา จนกระทั่งถูกทำลายโดยการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 24 ซึ่งไทยรับเป็นเจ้าภาพในระหว่างวันที่ 6-15 ธันวาคม 50 ที่จังหวัดนครราชสีมา
หากย้อนกลับไปกับการเพิ่มจำนวนเหรียญทองแต่ละครั้ง อาจมองได้ว่าสถิติใหม่กับจำนวน 485 เหรียญทอง ในซีเกมส์ ปลายปีนี้ เป็นอาถรรพ์ของการแข่งขันในปีที่ลงท้ายด้วยเลข 7 ก็เป็นได้ เพราะถ้าย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว คงจะไม่มีใครคาดคิดว่าการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งนี้ จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเรื่องจำนวนเหรียญทอง เมื่อธรรมนูญซีเกมส์ข้อ 36 ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ชาติเจ้าภาพจะต้องกำหนดชนิดกีฬา และจำนวนเหรียญทองให้เสร็จสิ้นก่อนการแข่งขัน 12 เดือน ซึ่งในการประชุมมนตรีซีเกมส์ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยกับจำนวน 441 เหรียญทอง จาก 41 ชนิดกีฬา
จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมาถึงวงการกีฬา เมื่อสมาคมเพาะกายส่งหนังสือร้องเรียนไปถึง ดร. สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อกีฬาเบ่งกล้ามไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในโคราชเกมส์ ซึ่งทาง รมต. กีฬาฯ ภายใต้การทำงานโดยยึดหลักสมานฉันท์ เห็นชอบที่ควรจะให้สมาคมเพาะกายได้สร้างผลงานต่อหลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจในการชิงชัยระดับโลก
ดังนั้นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคนใหม่ของการท่องเที่ยวและกีฬาจึงสั่งการไปทางคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ให้บรรจุเพาะกายลงไปในการแข่งขันซีเกมส์ และเรื่องดังกล่าวได้กลายเป็นช่องทางให้สมาคมอื่นเสนอขอเพิ่มประเภทการแข่งขัน ส่งผลให้ตัวเลขจากที่เคยได้ข้อสรุปที่ 441 เหรียญ เพิ่มขึ้นมาอีกถึง 27 เหรียญทอง และยังเป็นการเปิดหน้าให้ประเทศมาเลเซียตำหนิประเทศไทย และขอแลกเปลี่ยนด้วยการเพิ่มกีฬาสควอช กับกีฬาประเภทอื่นๆ มาอีก 24 เหรียญ หลังจากฝุ่นคลุ้งอยู่ได้พักใหญ่การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 24 จึงได้ยอดรวมเหรียญทองเฉียดหลักครึ่งพัน
เรื่องดังกล่าวแม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากถึงการทำงานแบบกินเกาเหลาระหว่างกระทรวงฯ และ โอลิมปิกไทย แต่ ดร.สุวิทย์ ยอดมณี ในฐานะเจ้ากระทรวงต้องการให้การแข่งขันในครั้งนี้เป็น ซีเกมส์ ที่ยิ่งใหญ่ที่และดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวิติศาสตร์ มองว่าจำนวนเหรียญทองที่มากขึ้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากการแข่งขันนั้นเป็นกีฬาสากล โดย รมต.กีฬา แสดงทัศนะไว้ว่า
“ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องจำกัดจำนวนเหรียญทอง ถ้าเรามีศักยภาพก็ควรจะจัดให้มีการแข่งขัน เพราะผมมองไม่เห็นข้อเสียของการจัดแข่งกีฬาที่ดีๆจำนวนมาก ขอเพียงกีฬานั้นเป็นกีฬาสากลที่จะช่วยให้นักกีฬาในภูมิภาคนี้มีโอกาสพัฒนาตัวเองไปสู่การแข่งขันรายการที่ใหญ่ขึ้น อย่างเอเชี่ยนเกมส์หรือโอลิมปิกต่อไป”
แน่นอนว่าการขอเพิ่มจำนวนเหรียญทองทั้งที่เลยกำหนดเส้นตายไปแล้ว ทางฝ่ายคณะกรรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยย่อมไม่เห็นด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาโอลิมปิกไทยเป็นฝ่ายตำหนิชาติอื่นตลอดในการไม่ปฏิบัติตามธรรมนูญซีเกมส์ แต่ทางโอลิมปิกไทยก็แสดงสปิริตให้เห็น โดยสามารถกล่อมชาติสมาชิกให้ยอมยกเว้นธรรมนูญซีเกมส์ข้อ 36 ได้สำเร็จ ทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้มีการชิงชัยรวมทั้งสิ้น 43 ชนิดกีฬา 485 เหรียญทอง และคาดหวังว่าจะเป็นซีเกมส์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ในฐานะประธานโอลิมปิกไทย มองว่าจำนวนเหรียญไม่ใช่ตัวชี้วัดความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันซีเกมส์ โดยกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
“หากต้องการให้ซีเกมส์ครั้งนี้ยิ่งใหญ่และดีที่สุด คงต้องใช้มาตรฐานเดียวกับเอเชียนเกมส์ที่กรุงโดฮา ครั้งนั้นเจ้าภาพจัดงานได้เทียบเท่ากับโอลิมปิกเกมส์ แต่สำหรับการชิงชัยเหรียญทองมากที่สุด คงไม่ใช่เป็นตัวชี้วัดความยิ่งใหญ่ของกีฬาซีเกมส์ได้”
แม้ว่าทางโอลิมปิกไทยจะไม่เห็นด้วยนักกับภาพรวมที่มีการเพิ่มเหรียญทองเพื่อชิงชัยในซีเกมส์ครั้งนี้แต่ถ้าดูรายละเอียดลึกลงไปก็น่าสนใจว่า การเพิ่มจำนวนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องการเพิ่มโอกาสในการเป็นจ้าวเหรียญทองของประเทศไทย หากแต่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ซีเกมส์เป็นการแข่งขันที่บริสุทธิ์ และเปิดโอกาสให้นักกีฬาภูมิภาคมีโอกาสพัฒนาฝีมือไปสู่เวทีระดับนานาชาติ ด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนเช่นนี้ การแข่งขันที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม ซีเกมส์อาจจะหวนกลับมาเป็นมหกรรมกีฬาแห่งดินแดนแหลมทองที่น่าประทับใจได้อีกครั้ง


