xs
xsm
sm
md
lg

บอลโลกกับการเมืองเรื่องชาตินิยม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ฟุตบอลโลกถือเป็นมหกรรมที่สามารถหยุดโลกเอาไว้ได้ ผู้คนจดจ่ออยู่กับเกมการแข่งขันจนไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์และความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศและในโลกไว้ชั่วคราว
ในบางประเทศฟุตบอลโลกคือยาวิเศษที่ช่วยปลอบประโลมคนในชาติให้รู้สึกพ้นจากความเจ็บปวดความอัตคัตไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ทั้งที่ฟุตบอลคือกีฬาประเภทหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่ฟุตบอลสามารถแปรผันลงสู่ชีวิตของผู้คนในประเทศหนึ่งๆ ได้อย่างเข้าถึงโดยมิแยกออกจากกัน โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและอเมริกาใต้ที่มีดีกรีเข้มข้นมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ จนฟุตบอลก็คือชีวิตของพวกเขา

ฟุตบอลนั้นมีพลานุภาพมากกว่าที่คาดคิด มีผลในเชิงการเมืองโดยการนำเรื่องชาตินิยมเข้ามาผูกเพื่อรวมใจและสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ ใช้โอกาสที่ทีมฟุตบอลของชาติประสบความสำเร็จสร้างคะแนนนิยมขึ้นมาอย่างท่วมท้น

สำหรับฟุตบอลโลกในทุกครั้ง ประเทศเจ้าภาพมักจะใช้โอกาสนี้สร้างวาระแห่งชาติขึ้นมา สร้างความกลมเกลียวแนบแน่นขึ้นมาในชาติอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี บนอัฒจันทร์คนในชั้นวีไอพี
ประธานาธิบดีฮอร์สท์ โคห์เลอร์ และนายกรัฐมนตรีแองเจลลา เมอร์เคล
นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ประธานจัดการแข่งขันฯ จะนั่งอยู่ประจำแล้ว เกือบทุกนัดโดยเฉพาะในรอบลึกๆ เมื่อทีมชาติเยอรมนีลงแข่งขันจะเห็นประธานาธิบดีฮอร์สท์ โคห์เลอร์ และนายกรัฐมนตรีแองเจลลา เมอร์เคล มานั่งเชียร์ในสนาม และเพลงชาติ Das Lied der Deutschen จะกระหึ่มกึกก้องเป็นพิเศษ

ฟุตบอลโลกนั้นสะท้อนถึงความเป็นรัฐชาติและปลุกเร้าความเป็นชาตินิยมให้เพิ่มดีกรีขึ้นมาในระดับที่สูง เห็นได้ชัดเจนจากเพลงชาติของทีมที่ลงแข่งขันทั้ง 2 ชาติจะแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชาตินั้นๆ แบบเข้มข้น

ความเป็นรัฐชาตินั้น เป็นปรากฏการณ์สมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 3 ศตวรรษที่ผ่านมานับจากศตวรรษที่ 18 โดยรัฐชาติแรกสุดในความหมายแบบสมัยใหม่กำเนิดจากการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ.1776 และกำเนิดจากการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1789 ซึ่งได้นำความคิดที่ถือว่าองค์อธิปัตย์ของรัฐก็คือประชาชน (พลเมือง) และเจตจำนงทั่วไปของประชาชน (พลเมือง) คือ ผลประโยชน์ของชาติมาจัดรูปแบบการปกครองที่เป็นรูปธรรมขึ้น

และผลพวงของความเป็นรัฐชาติก่อให้เกิดฟุตบอลโลก อันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ชัดเจนในการบ่งบอกถึงตัวตนบนแผนที่โลก

ซึ่งความเป็นรัฐชาตินั้นจะมาพร้อมกันกับความคิดแบบชาตินิยม (Nationalism) ซึ่งได้ปรากฏตนขึ้นในยุคใหม่ในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกผู้ปกครองรัฐนำมาใช้ในรัฐชาติ เพื่อปลุกเร้าอารมณ์รวมหมู่ของพลเมืองในรัฐตนให้อุทิศตนเพื่อรัฐ และใช้เป็นกาวประสานความแตกต่างที่เป็นจริงที่ปรากฏในประชากรพื้นถิ่นต่างๆ ที่ถูกรวมมาเป็นพลเมืองอยู่ใต้ร่มธงแห่งรัฐเดียวกัน

รัฐชาติและความคิดแบบชาตินิยมจึงได้กลายเป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันและกันในการดำรงสถานะในยุคใหม่ ซึ่งความคิดแบบชาตินิยมทางชาติพันธุ์อาจพัฒนาไปสู่ความคิดแบบคลั่งชาติ (Chauvinism) ได้
ประธานาธิบดี ชาคส์ ชิรัค ไปลุ้นฝรั่งเศส แต่ไม่สมหวังเหมือนปี 1998
แน่นอนฟุตบอลโลกคราวนี้ ที่มีทีมจากยุโรปคือ อิตาลี กับฝรั่งเศส เข้าชิงชนะเลิศกัน คงสร้างมิติของความเป็นชาตินิยมได้ในระดับหนึ่งให้เกิดขึ้นในชาติ แต่ยากที่จะพ้นระดับสู่ในระดับคลั่งชาติแบบประเทศโลกที่สาม ซึ่งเห็นได้เด่นชัด เพราะแค่ทีมชาติของตัวเองเข้ารอบสุดท้ายลงแข่งขันในแต่ละนัดก็กำหนดให้เป็นวันหยุดแห่งชาต มีการต้อนรับนักเตะกลับบ้านอย่างวีรบุรุษที่ผ่านศึกมา และความคลั่งไคล้แบบสุดฤทธิ์สุดเดชของเกมฟุตบอลในบราซิลจะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในเรื่องชาตินิยมแบบสุด มีทั้งด้านสว่างชื่นชมยินดีเวลาได้รับชัยชนะหรือด้านมืดแสดงความเกลียดชังโกรธแค้นยามทีมปราชัยกลับมา

สำหรับอิตาลีเป็นโอกาสดีและถือเป็นนาทีทองสูงสุดของนายกรัฐมนตรีโรมาโน โปรดี ซึ่งเพิ่งนั่งตำแหน่งจะได้มาเชียร์ทีมชาติของตัวเองถึงขอบสนาม หลังจากที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แทนที่นายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นเจ้าของทีมเอซี มิลานของอิตาลีได้ไม่นาน และน่าจะสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองและพรรคการเมืองที่สังกัดได้อีกส่วนหนึ่งจากความประสบความสำเร็จของทีมชาติที่มาลุยศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้

ส่วนประธานธิบดีชาคส์ ชิรัค กับนายกรัฐมนตรีโดมินิค เดอ วิลเลแปงของฝรั่งเศส ก็คงไม่พลาดที่จะมาให้กำลังใจนักเตะฝรั่งเศสถึงสนามในกรุงเบอร์ลิน เพื่อสร้างคะแนนนิยมในเชิงการเมืองผ่านกระแสชาตินิยมที่มาพร้อมเกมฟุตบอลเช่นกัน

เพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise กับเพลงชาติอิตาลี Il Canto degli Italiani ที่ถูกนำมาเปิดร้องในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะกึกก้องในรูหูของคนที่ติดตามชมการถ่ายทอดสดอยู่ทั่วโลกหลายพันล้านคน และกล้องทีวีก็ต้องจับภาพไปยังผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเจ้าภาพ ประเทศคู่ชิงชนะเลิศ และแขกรับเชิญระดับวีไอพีในระดับผู้นำประเทศที่เข้าชมฟุตบอลโลกในนัดนี้

รวมถึงนายกรัฐมนตรีของไทยที่จะเดินทางไปชมด้วยแต่เปลี่ยนโปรแกรมกะทันหัน เพราะคงสำนึกตัวเองได้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดเลยกับเกมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
ฟุตบอลโลก-การเมือง-ชาตินิยม จึงเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก สามารถเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างแนบแน่นแบบแยกกันไม่ออกในโลกยุคไร้พรมแดน
กำลังโหลดความคิดเห็น