xs
xsm
sm
md
lg

รูดม่านสุดยอดเวิลด์คัพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นับตั้งแต่เหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดจากน้ำมือของผู้ก่อการร้ายในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1972 ที่กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี การแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 น่าจะเป็นมหกรรมยักษ์ที่ประชากรดอยช์ สามารถเชิดหน้ารับคำชม จากแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างเต็มที่ หลังการแข่งขันปิดฉากลงพร้อมกับความสำเร็จชนิดเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ของเจ้าภาพ

ตลอด 31 วันของศึกลูกหนังชิงถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ต้องยอมรับว่า “ไกเซอร์ฟรานซ์” ในฐานะประธานจัดการแข่งขันเป็นคนทำงานที่รู้ใจแฟนบอลมากกว่าใคร เพราะนอกจากระบบจัดการแข่งขันของทั้ง 12 สนามจะเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยแล้ว การรักษาความปลอดภัยที่ดูจะเข้มงวด ก็เป็นการเข้มงวดอย่างมิตรภาพ ในขณะที่ความสนุกสนานของแฟนบอลที่เดินทางตามไปเชียร์ทีมชาติของตนเองใน 12 เมืองของเยอรมนี ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่แต่ละเมืองต่างพากันแต้มสีสันกันอย่างเต็มที่

คำพูดของ เซปป์ เบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า ที่กล่าวชมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้คือครั้งที่ดีที่สุดอาจจะไม่เกินความจริงสักเท่าไรนัก เพราะการอำนวยความสะดวกให้กับแฟนบอลจากทั่วโลกที่เดินทางมาสัมผัสความสนุกสนานของเกมลูกหนังในครั้งนี้ ต่างได้รับความประทับใจกลับไปแทบจะทุกคน

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เยอรมนีคือเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เป็นเพราะการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นบนแผ่นดินยุโรป อันเป็นถิ่นของแฟนพันธุ์แท้เกมลูกหนังทั้งทวีป เมื่อรวมพลกันแฟนลูกหนังจากทั่วโลกที่มุ่งหน้าสู่เยอรมนี สีสันของดอยช์ลันด์ 2006 จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของมิตรภาพดังที่ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ประธานจัดการแข่งขันได้ให้นิยามฟุตบอลโลกในครั้งนี้ว่า A Time To Make Friends

กลุ่มกองเชียร์ที่ต้องยกให้ว่าเป็นกลุ่มหมายเลขหนึ่งในการสร้างสีสันเห็นจะหนีไม่พ้นเหล่าแฟนบอลจากทวีปแอฟริกา ที่ปีนี้มีทีมหน้าใหม่ผ่านเข้ารอบถึงสี่ทีม แม้ว่าในรอบที่สอง กาน่า จะไม่สามารถผ่านด่านความแข็งแกร่งของบราซิลไปได้ แต่สีสันของกองเชียร์กลุ่มนี้ทำให้ภาพของฟุตบอลโลก 2006 เป็นเวลาของมิตรภาพอย่างแท้จริง เพราะบุคลิกภาพและลีลาการเชียร์ซึ่งเน้นอยู่ที่ร้องเพลงเต้นรำ ประกอบกับรอยยิ้ม พวกเขาจึงไม่ใช่กลุ่มปัญหาของฟุตบอลโลกครั้งนี้แม้แต่น้อย

ต่างกันกับเหล่าฮูลิแกนจากอังกฤษ ประเทศที่อ้างว่าตนเองเป็นต้นตำรับของกีฟาฟุตบอล ลักษณะของฮูลิแกน อังกฤษนั้นสังเกตุได้ไม่ยากเพราะแฟนบอลสิงโตคำรามนั้นมักเดินเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน ศีรษะจะล้านเลี่ยน ในมือถือกระป๋องเบียร์ และมักจะตะโกนเชียร์หรือร้องเพลงเสียงดังยามที่เจอกับกองเชียร์ของทีมฝ่ายตรงข้าม

แต่ก็ใช่ว่าแฟนบอลอังกฤษจะมีลักษณะฮูลิแกน เพียงอย่างเดียว กลุ่มพลพรรครักสิงโตคำรามที่มาดีก็มีไม่น้อย เพียงแต่พวกเขาอาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับเหล่าฮูลิแกน

ส่วนกลุ่มแฟนบอลที่สนุกสนานไม่แพ้แฟนบอลชาวแอฟริกาใต้ เห็นจะเป็นพลพรรครักลูกหนังในโซนยุโรปใต้อย่างสเปน ฝรั่งเศส อิตาลี หรือ โปรตุเกส แฟนบอลกลุ่มนี้ไม่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเหมือนกับสาวกลูกหนังในทวีปอื่น เพราะเขตพรมแดนที่อยู่ไม่ไกลกันส่วนใหญ่แล้วมักจะนั่งรถไฟหรือขึ้นเครื่องบินระยะสั้นมายังเยอรมนี ทำให้ความหนาแน่นของประชากรแฟนบอลจากยุโรปใต้ในดอยช์ลันด์ 2006 คึกคักกว่าฟุตบอลโลกครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

แหล่งรวมพลก่อนการแข่งขันของเหล่าแฟนบอล ที่เดินทางมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนี้มักจะอยู่ตามจัตุรัสใจกลางเมือง หรือบริเวณที่จัดงานประเภท Fan Festivals ของทั้ง 12 เมืองที่จัดการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่นมิวนิค หนึ่งในสนามแข่งขันสำคัญอันเป็นที่ตั้งของสนาม อลิอันซ์ อารีน่า ซึ่งใช้ทำการแข่งขันนัดเปิดสนามไล่เรื่อยมาจนถึงรอบรองชนะเลิศ

ศูนย์รวมของเหล่าแฟนบอลในเมืองแห่งนี้จะอยู่ที่ จัตุรัส มาเรีย ปลาสท์ อันเป็นที่ตั้งของวิหารโบราณ และ แหล่งช้อปปิ้ง แน่นอนว่า จตุรัสมาเรีย ปลาสท์ ได้ต้อนรับแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลก และบรรยากาศในบริเวณลานกว้างของจตุรัสจึงเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ในหลายภาษา

การแข่งขันรอบรองชนะเลิศคู่ระหว่าง ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส ในวันที่ 5 กรกฎาคม 49 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่งของความสนุกที่แฟนบอลช่วยกันสร้างสีสันให้กับเมืองมิวนิค จัตุรัส มาเรีย ปลาสท์ ได้ต้อนรับแฟนบอลจากทั้งสองประเทศ เสียงร้อง allez les blues ดังประสานควบคู่ไปกับเสียงร้อง allez Portugal เป็นการโต้ทำนองเพลงเชียร์ของทั้งสองทีมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

ส่วนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่เมืองเบอร์ลิน ที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยมนั้นแม้ว่าจะเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแต่สีสันของฟุตบอลโลกบริเวณจตุรัสบรันเดนเบิร์ก ที่ชาวเมืองเบอร์ลินร่วมกันจัดงาน “Fan Fest” นับตั้งแต่งวันที่ 6 มิถุนายน 49 จนถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลโลกก็กลายเป็นอีกหนึ่งการสร้างมิตรภาพระหว่างคนเบอร์ลินและแฟนบอลจากทั่วโลก

สีสันของ “Fan Fest” อันเป็นงานที่จัดขึ้นบริเวณ จัตุรัส บรันเดนเบิร์ก ได้กลายเป็นศูนย์รวมของแฟนบอลทั่วโลกถนนทั้งสี่ด้านที่มุ่งสู่จตุรัสอันเป็นสัญลักษณ์ของเบอร์ลินถูกปิดการจราจรตลอดเส้นทาง โดยมีลูกฟุตบอลขนาดยักษ์เป็นสัญลักษณ์ตั้งอยู่ด้านหน้า นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานให้กับแฟนบอลที่สามารถมั่นใจได้กับการรักษาความปลอดภัยที่ตำรวจในเมืองเบอร์ลินแทบจะขนกองกำลังมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยในบริเวณนี้

แม้ว่าฟุตบอลโลก 2006 จะปิดฉากไปอย่างเรียบร้อยและงดงามแต่เชื่อว่า ดอยช์ลันด์ เกมคงเป็นความทรงจำอยู่ในใจแฟนบอลอีกหลายคนที่ได้เดินทางมาเป็นหนึ่งในสักขีพยานของการแข่งขันครั้งนี้ และที่รับไปเต็มๆคงเป็นเยอรมนีที่ได้เปิดประเทศให้ชาวโลกรู้จักมากขึ้นกว่าที่จะถูกจดจำแค่ว่าเป็นเมืองเบียร์ แต่มิตรภาพ และความสนุกสนานที่ชาวเยอรมันสร้างความประทับใจให้กับชาวโลก น่าจะลบล้างความทรงจำจากโอลิมปิกปี 1972 ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

รายงานพิเศษจากประเทศเยอรมนี โดย ทีมข่าวกีฬา