ดอยช์ลันด์ 2006 มหากาพย์ลูกหนังที่ตัวแทนจากทวีปต่างๆทั่วโลกลงสนามชิงชัยกันถึง 32 ทีมในการแข่งขัน 64 นัดเป็นเวลา 31 วันใกล้จะปิดฉากลงแล้ว หลังได้เห็นโฉมหน้าคู่ชิงชนะเลิศที่จะฟาดแข้งในวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2549 ณ กรุงเบอร์ลิน
ตลอดระยะเวลาการจัดการแข่งขัน ต้องยอมรับว่าเยอรมนีในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยเรื่อยไปจนถึงสภาพความพร้อมของสนามแข่งขันที่สามารถเอาเมืองในอดีตเยอรมนีตะวันออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสนามแข่งขัน และทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักเมืองเก่าอย่าง ไลป์ซิก ซึ่งเคยอยู่ในเยอรมันตะวันออกในอดีต นอกเหนือไปจาก มิวนิค เบอร์ลิน และ แฟรงค์เฟิร์ต ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่าความสำเร็จครั้งนี้ต้องยกให้กับ "ไกเซอร์ฟรานซ์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ที่สามารถทำให้เวิลด์คัพ 2006 ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จได้จนถึงระดับที่ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถึงกับออกมากล่าวว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้คือครั้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดการแข่งขันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนยอดผู้ชมในสภาพและทางบ้าน
แต่ภาพอันสวยหรูของการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากจะช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศเยอรมนีในฐานะเจ้าภาพ มหกรรมกีฬาระดับโลกแล้ว ได้ช่วยประชากรเมืองเบียร์ในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่พวกเขาหวังอยู่หรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามต่อไป
เพราะจำนวนแฟนบอลและนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้าสู่เยอรมนีหลายล้านคนนั้น แม้จะเป็นไปตามที่มุ่งหวังเอาไว้ แต่ก็เป็นคุณภาพนักท่องเที่ยวที่ไม่อาจผลักดันสภาพเศรษฐกิจของเยอรมนี ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะชะงักงันได้

ยิ่งภายหลังจากเยอรมนี เจ้าภาพพ่ายแพ้ให้แก่อิตาลี ตกรอบรองชนะเลิศเมื่อวันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2549 ภาพความเงียบเหงาในเยอรมนี ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่จัดการแข่งขันทั้ง 12 สนามนั้น พอจบสิ้นการแข่งขัน สภาพทั่วไปก็กลับคืนสู่ปกติ ธุรกิจการค้าก็ยังยังอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงมิวนิค ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จักกันมากที่สุดนั้น ความคึกคักของการแข่งขันแทบจะเหือดหาย ร้านค้าเริ่มปลดธงชาติการแข่งขัน หลังจากความหวังจะได้เห็นทีมชาติ “อินทรีเหล็ก” เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นมหกรรมลูกหนังที่มีคนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการชมเกมผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือชมกันแบบชิดติดขอบสนาม อาจทำให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันหวังผลดีเลิศมากเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะให้มหกรรมลูกหนังรายการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ คงเป็นเรื่องเกินฝันไป เพราะฟุตบอลโลกก็เปรียบเสมือนกับการจัดทัวร์นาเม้นต์กีฬาใหญ่อื่นๆ และด้วยสภาพฝืดเคืองของโลกในปัจจุบันหากหวังจะขยายผลเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจดูจะเป็นเรื่องยาก
ในอดีตแม้แต่การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1998 ชัยชนะของทีมตราไก่ได้ครองถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัพ ทำให้เจ้าภาพวาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถต่อยอดความสำเร็จจากชัยชนะดังกล่าว จนทำให้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสในเวลานั้นมีสภาพการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น
แต่จากปี 1998 จนถึงปัจจุบัน ผลการสำรวจอัตราคนว่างงาน ในฝรั่งเศสเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2005 ยังคงอยู่ที่ 11.8 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ลดจำนวนลงจากเดิมแต่อย่างไร
บทพิสูจน์ดังกล่าวรวมถึงดอยช์ลันด์ 2006 น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศที่กำลังคิดจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เพราะภาพลวงตาจากการจำหน่ายของที่ระลึกตราฟุตบอลโลกต่างๆ รวมไปถึงความหวังในการต่อยอดทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ล้วนไม่เข้าเป้าดั่งที่ประเทศเจ้าภาพฝันเอาไว้
เมื่อประเมินสถานการณ์ ในเยอรมนีจาก 31 วันของการแข่งขัน ที่ทำให้ทั้งประเทศเต็มไปด้วยแฟนบอลและเหล่าฮูลิแกนสร้างปัญหาแล้ว จำนวนของที่ระลึกที่คาดหวังว่าจะกอบโกยกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ ก็ต้องนำมาลดแลกแจกแถมกันในการแข่งขันช่วงวันสุดท้าย จะคุ้มทุนอยู่บ้างก็ตรงค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
การอำลาจากเส้นทางของ “เจ้าภาพ”ดูเหมือนจะทำให้แฟนฟุตบอลเมืองเบียร์ละความสนใจจากมหกรรมนี้ไป และหลังจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 ฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 คงจะกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ไว้ให้จดจำเท่านั้น
ตลอดระยะเวลาการจัดการแข่งขัน ต้องยอมรับว่าเยอรมนีในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยเรื่อยไปจนถึงสภาพความพร้อมของสนามแข่งขันที่สามารถเอาเมืองในอดีตเยอรมนีตะวันออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสนามแข่งขัน และทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักเมืองเก่าอย่าง ไลป์ซิก ซึ่งเคยอยู่ในเยอรมันตะวันออกในอดีต นอกเหนือไปจาก มิวนิค เบอร์ลิน และ แฟรงค์เฟิร์ต ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยดีอยู่แล้ว
แน่นอนว่าความสำเร็จครั้งนี้ต้องยกให้กับ "ไกเซอร์ฟรานซ์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ที่สามารถทำให้เวิลด์คัพ 2006 ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จได้จนถึงระดับที่ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถึงกับออกมากล่าวว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้คือครั้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดการแข่งขันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนยอดผู้ชมในสภาพและทางบ้าน
แต่ภาพอันสวยหรูของการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากจะช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศเยอรมนีในฐานะเจ้าภาพ มหกรรมกีฬาระดับโลกแล้ว ได้ช่วยประชากรเมืองเบียร์ในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่พวกเขาหวังอยู่หรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามต่อไป
เพราะจำนวนแฟนบอลและนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้าสู่เยอรมนีหลายล้านคนนั้น แม้จะเป็นไปตามที่มุ่งหวังเอาไว้ แต่ก็เป็นคุณภาพนักท่องเที่ยวที่ไม่อาจผลักดันสภาพเศรษฐกิจของเยอรมนี ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะชะงักงันได้
ยิ่งภายหลังจากเยอรมนี เจ้าภาพพ่ายแพ้ให้แก่อิตาลี ตกรอบรองชนะเลิศเมื่อวันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2549 ภาพความเงียบเหงาในเยอรมนี ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่จัดการแข่งขันทั้ง 12 สนามนั้น พอจบสิ้นการแข่งขัน สภาพทั่วไปก็กลับคืนสู่ปกติ ธุรกิจการค้าก็ยังยังอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงมิวนิค ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จักกันมากที่สุดนั้น ความคึกคักของการแข่งขันแทบจะเหือดหาย ร้านค้าเริ่มปลดธงชาติการแข่งขัน หลังจากความหวังจะได้เห็นทีมชาติ “อินทรีเหล็ก” เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นมหกรรมลูกหนังที่มีคนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการชมเกมผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือชมกันแบบชิดติดขอบสนาม อาจทำให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันหวังผลดีเลิศมากเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะให้มหกรรมลูกหนังรายการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ คงเป็นเรื่องเกินฝันไป เพราะฟุตบอลโลกก็เปรียบเสมือนกับการจัดทัวร์นาเม้นต์กีฬาใหญ่อื่นๆ และด้วยสภาพฝืดเคืองของโลกในปัจจุบันหากหวังจะขยายผลเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจดูจะเป็นเรื่องยาก
ในอดีตแม้แต่การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1998 ชัยชนะของทีมตราไก่ได้ครองถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัพ ทำให้เจ้าภาพวาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถต่อยอดความสำเร็จจากชัยชนะดังกล่าว จนทำให้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสในเวลานั้นมีสภาพการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น
แต่จากปี 1998 จนถึงปัจจุบัน ผลการสำรวจอัตราคนว่างงาน ในฝรั่งเศสเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2005 ยังคงอยู่ที่ 11.8 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ลดจำนวนลงจากเดิมแต่อย่างไร
บทพิสูจน์ดังกล่าวรวมถึงดอยช์ลันด์ 2006 น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศที่กำลังคิดจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เพราะภาพลวงตาจากการจำหน่ายของที่ระลึกตราฟุตบอลโลกต่างๆ รวมไปถึงความหวังในการต่อยอดทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ล้วนไม่เข้าเป้าดั่งที่ประเทศเจ้าภาพฝันเอาไว้
เมื่อประเมินสถานการณ์ ในเยอรมนีจาก 31 วันของการแข่งขัน ที่ทำให้ทั้งประเทศเต็มไปด้วยแฟนบอลและเหล่าฮูลิแกนสร้างปัญหาแล้ว จำนวนของที่ระลึกที่คาดหวังว่าจะกอบโกยกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ ก็ต้องนำมาลดแลกแจกแถมกันในการแข่งขันช่วงวันสุดท้าย จะคุ้มทุนอยู่บ้างก็ตรงค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
การอำลาจากเส้นทางของ “เจ้าภาพ”ดูเหมือนจะทำให้แฟนฟุตบอลเมืองเบียร์ละความสนใจจากมหกรรมนี้ไป และหลังจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 ฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 คงจะกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ไว้ให้จดจำเท่านั้น


