xs
xsm
sm
md
lg

เวิลด์คัพฉบับกลับมาเถิดวันวาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ฟุตบอลโลก 2006 ได้เดินทางมาจนถึงช่วงโค้งสุดท้าย เราได้เห็นโฉมหน้ามังกรผงาด 4 ตัวที่โค่นคู่ต่อสู้และฝ่าฝันมาจนถึงรอบลึกขนาดนี้ได้นั่นก็คือ “เจ้าภาพ” เยอรมนี, อิตาลี, โปรตุเกส และ ฝรั่งเศส แต่สำหรับแฟนบอลบางคนแล้วบอกว่าเวิลด์คัพครั้งนี้ของพวกเขานั้นได้จบลงอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว เมื่อทั้ง บราซิลและอังกฤษ ของทีมขวัญใจมหาชน (ชาวไทย) นัดกันจูงมือตกรอบก่อนรองชนะเลิศไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเยอรมนี

ศึกเวิลด์คัพหนนี้นอกจากจะเป็นครั้งที่สุดมันเพราะทีมใหญ่ๆตาพากันพาเหรดเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ยังเป็นฟุตบอลโลกที่ทำให้ผู้ชมหวนรำลึกถึงความหลังมากที่สุด เพราะมีการโคจรมาเจอกันระหว่างสองทีมที่เคยประแข้งกันมาแล้วนัดสำคัญๆในอดีตมากที่สุด
อิตาลีพบกับเยอรมนีในนัดชิงปี 1982 มาร์โก้ ทาร์เดลลี่ (ซ้าย) และ พอล ไบรท์เนอร์ (ขวา)
อย่างทีม “แซมบ้า” บราซิล ซึ่งเคยเสียท่าให้กับอดีตคู่ปรับเก่าอย่าง ฝรั่งเศส มาแล้ว โดยคู่นี้เคยชิงกันเมื่อปี 1998 ซึ่งครั้งนั้นทีม “ตราไก่” เป็นประเทศที่จัดการแข่งขัน และยัดเยียดความปราชัยให้บราซิลซึ่งมาในฐานะแชมป์เก่าเช่นเดียวกับเที่ยวนี้แบบไม่มีใครคาดฝันถึง 3-0 โดย ซีเนอดีน ซีดาน โหม่งคนเดียวสองประตู

ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดว่า บราซิล ซึ่งเป็นต่อฝรั่งเศสอยู่ห่างพอสมควรจะพลาดท่ามากมายขนาดนั้น และเมื่อถึง ค.ศ. 2006 ทีม “แซมบ้า” ก็เสร็จทีม “ตราไก่” อีก เปรียบเหมือนฟุตบอลแพ้ทาง หรืองูเหลือมเจอเชือกกล้วย

อย่างไรก็ดีต้องชมการกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งของบรรดานักเตะตราไก่เก๋าๆด้วย อย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ซึ่งได้เป็น “แมน ออฟ เดอะ แมทช์” โคล้ด มาเกเลเล่ ปาทริค วิเอร่า และการวางแผนอันชาญฉลาดของกุนซือ เรย์มองด์ โดเมอเน็ค ที่กล้าให้ลูกทีมเปิดเกมสู้กับ “แชมป์เก่า” อย่างบราซิล

ส่วนทีม “สิงโตคำราม” ขวัญใจชาวไทยอีกทีมก็ต้องชีช้ำเพราะการดวลจุดโทษอีกครั้งหลัง พ่ายถูกโปรตุเกสเขี่ยตกรอบ อังกฤษเองเคยเศร้าจากการวัดดวงแบบนี้มาแล้วในปี 1990 ที่อิตาลี โดยพ่ายให้กับเยอรมัน ส่วนปี 1998 ทีมผู้ดีก็เสียท่าให้อาร์เจนติน่าที่ประเทศฝรั่งเศส

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เหตุการณ์ดูจะคล้ายกับเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งอังกฤษกำลังได้เปรียบแต่กลับมีผู้เล่นโดนไล่ออกจากสนามในเกมเจอกับทีมฟ้า-ขาว ซึ่งก็คือ เดวิด เบ็คแฮม ปีนี้เป็น เวย์น รูนี่ย์ แต่ที่เหมือนกันคือ สุดท้ายแล้ว อังกฤษ ก็ต้องกระเด็นตกรอบรอบ 8 ทีมสุดท้ายเพราะการดวลจุดโทษ

จะว่าไปแล้วดูฟุตบอลโลกเที่ยวนี้เหมือนได้ของแถมรำลึกประวัติศาสตร์ไปด้วย ทีมเยอรมนีเองก็เคยดวลกับอาร์เจนติน่าโดยทั้งสองทีมเคยแย่งชิงความเป็นเจ้ากันเมื่อปี 1986 ซึ่งยุคนั้น ดิเอโก้ มาราโดน่า กำลังอยู่บนจุดสุดยอดและทำให้แฟนๆทีมฟ้า-ขาวได้เฮด้วยสกอร์ 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศ
ภาพประวัติศาสตร์ซึ่งฝรั่งเศสเอาชนะบราซิลในปี 1998
ต่อมาอีก 4 ปีเป็นทีของ “อินทรีเหล็ก” บ้าง เมื่อฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ซึ่งสมัยนั้นเป็นทีมเชฟหรือผู้คุมทีมพาเยอรมนีเฉือนอาร์เจนติน่าแก้แค้นได้สำเร็จ 1-0 และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนั้นบนแผ่นดินอิตาลีไปครอง

ปี 2006 เที่ยวนี้กลายเป็นทีของ “อินทรีเหล็ก” อีกครั้ง เมื่อลูกทีมของเจอร์เก้น คลินส์มันน์ ชนะด้วยการดวลจุดโทษและเขี่ยทีมฟ้า-ขาวซึ่งเป็นเต็งสองตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้

หลังจากนั้นเมื่อเยอรมนี ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ พวกเขาต้องเจออดีตคู่ปรับที่เคยเป็นของแสลงในอดีตอย่างอิตาลี ซึ่งคงย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อปี 1982 ฟุตบอลโลกที่ประเทศสเปน เมื่อทีม “อินทรีเหล็ก” โค่นฝรั่งเศสในรอบตัดเชือกและได้เข้าชิงกับทีม “อัซซูรี่” ซึ่งหักด่านโปแลนด์มาได้เช่นกัน

เกมนัดชิงชนะเลิศในครั้งนั้นจบลงด้วยเกียรติยศของทีมอิตาลี ในช่วงที่เปาโล รอสซี่ กำลังฟอร์มร้อนแรง ขุนพลมะกะโรนี ถล่มทีมจากเมืองเบียร์ไปได้ไม่ลำบากลำบนนัก 3-1 โดยรอสซี่เองได้ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดในฟุตบอลโลกครั้งนั้นที่สกอร์ 6 ประตู

การโคจรมาเจอกันเที่ยวนี้ระหว่าง อิตาลี และเยอรมนีนั้น น่าหวั่นใจแทนทีม “เจ้าภาพ”เหมือนกัน แม้จะได้เปรียบในเรื่องของเสียงเชียร์และสภาพแวดล้อม แต่ตามสถิติแล้ว เยอรมนี ยังไม่เคยเอาชนะอิตาลีในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เลย แถมเจอกันในนัดกระชับมิตรล่าสุด ทีมจากเมืองเบียร์ก็โดนยำเละเทะไปถึง 1-4

สรุปแล้วการเดินทางของศึกฟุตบอลโลกเหมือนการหมุนของกงล้อประวัติศาสตร์ให้เราได้หวนระลึกเหตุการณ์ในอดีต แน่นอนย่อมมีทั้งกลิ่นไอแห่งความสุขและความเศร้าคลุกเคล้ากันไป

ผู้ที่สมหวังจะมีโอกาสได้กู่ก้องร้องบอกว่าข้าคือเจ้าโลก ส่วนผู้แพ้นั้นก็ต้องยอมก้มหน้ายอมรับความผิดหวังและรอโอกาสแก้มือใหม่ในอีกสี่ปีข้างหน้า