หลังจากที่โฉมหน้าของวงการกีฬาไทย เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมนักกีฬาสมัครเล่น ก้าวเข้าสู่แวดวงนักกีฬาอาชีพ โดยอาศัยความเป็นเลิศในทักษะกีฬาที่แต่ละคนถนัด และเดินเข้าสู่การแข่งขันในระดับสากล การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้เมืองไทยเริ่มมีนักกีฬา ที่ทำรายได้จากเงินรางวัลในการแข่งขัน โดยไม่ต้องนับรวมรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า ที่ปีหนึ่งมีพวกเขามีรายได้ที่ทำให้คนอาชีพอื่นต้องอิจฉา ด้วยตัวเลขพาเหรดเข้าสู่บัญชีในธนาคารของพวกเขาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
จำนวนรายได้ของนักกีฬาเหล่านี้ นอกจากจะสร้างกระแสให้สังคมกีฬาเมืองไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าฝีมือของนักกีฬาไทย ก็ไม่น้อยหน้าใครในระดับโลกเช่นกัน
อันดับหนึ่งของนักกีฬาไทยที่ทำรายได้มากที่สุดในฤดูกาล 2004 หรือในรอบปีพุทธศักราช 2547 หนีไม่พ้น “ภราดร ศรีชาพันธุ์” นักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งของเอเชีย และ มือวางอันดับที่ 27 ของโลกในช่วงที่ภราดร ท็อปฟอร์มมากที่สุดในช่วงฤดูกาล 2002 นั้นเขาสามารถไต่ขึ้นไปถึงอันดับที่ 11 ของโลกนับเป็นนักเทนนิสเอเชียแท้ๆคนแรกและคนเดียว ที่ทำผลงานได้ดีขนาดนี้
สำหรับรายได้ของ “ภราดร ศรีชาพันธุ์” ในฤดูกาลนี้มีตัวเลขอยู่ที่ 583,077 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,323,080 บาท) เป็นรายได้ที่นับรวมจากการแข่งขันทุกรายการในรอบปีที่ผ่านมารวมไปถึงทัวร์นาเม้นท์ที่ภราดร ตกรอบแรก ก็ยังมีค่าเหนื่อยให้ รายการเด่นๆที่ภราดรทำได้ในฤดูกาลนี้ได้แก่ ผลงานผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย 3 รายการประกอบไปด้วย ควีนส์ คลับที่ลอนดอน, โตเกียว โอเพ่น และรายการที่อินเดียนาโปลิส ส่วนผลงานในรอบรองชนะเลิศนั้นภราดร ทำได้สามรายการเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วย ไทยแลนด์โอเพ่น, รายการที่ลองไอร์แลนด์ และ รายการที่ปักกิ่ง
ทั้งนี้ภราดร สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะได้ 1 รายการ คือการแข่งขันรายการ ทาทาโอเพ่น และ ครองแชมป์ได้อีกหนึ่งรายการที่ น็อตติ้งแฮม โอเพ่น ปัจจุบันรายได้รวมของภราดร นับตั้งแต่เริ่มเทิร์นโปรเข้าสู่วงการเทนนิสอาชีพนั้น มหาศาลถึง 2,426,856 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 97,074,240 บาท)
ส่วนนักกีฬาไทยที่ทำรายได้มาเป็นอันดับสองรองจากภราดร ได้แก่โปรกอล์ฟชาวไทยที่สร้างผลงานลือลั่นมาแล้วทั้งในยูโรเปี้ยน ทัวร์ และ เอเชี่ยนทัวร์ สำหรับ “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี สำหรับรายได้ของโปรชาวไทยในฤดูกาล 2004 นั้นหยุดตัวเลขอยู่ที่ 325,310.59 เหรียญสหรัฐ (13,012,423.60 บาท) ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่นั้นเกิดจาก 4 ทัวร์นาเม้นท์สำคัญ ที่โปรช้าง เข้าร่วมการแข่งขัน เริ่มตั้งแต่ เอเชี่ยน เจแปน โอกินาว่า ที่ญี่ปุ่นที่ ธงชัย อยู่ในอันดับที่ 10 ต่อด้วยรายการอารียา ไทยแลนด์ โอเพ่น ในอันดับที่ 8, รายการจอนห์นี่ วอล์คเกอร์ คลาสสิก ในอันดับที่ 4 และ แชมป์ในรายการ คลาสเบิร์ก มาเลเซีย โอเพ่น
ทั้งหมดนี้ทำให้รายได้ของ “ธงชัย ใจดี” ติดอันดับที่ 1 ของเอเชี่ยนพีจีเอทัวร์ นอกจากนั้นยังได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขัย บริทิช โอเพ่น และ ยูเอส โอเพ่นในปีหน้า รวมไปถึงลุ้นจะให้ได้สิทธิเข้าร่วม ยูเอส มาสเตอร์ ที่สนาม ออกัสต้า หลังจากปีนี้พลาดโอกาสให้กับนักกอล์ฟชาวจีนไป
ส่วนนักกีฬาอาชีพหญิงจอมทำเงินของไทย คงจะหนีไม่พ้น แทมมารีน ธนสุกาญจน์ นักเทนนิสสาวไทยที่ยังคงสร้างผลงานในเวทีเทนนิสหญิงโลก แม้ปัจจุบันเธอจะมีอายุ 27 ปีแล้วก็ตาม “แทมมี่” นั้นเริ่มฉายแววตั้งแต่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศในการแข่งขัน วิมเบิลดันในระดับเยาวชน ก่อนจะเทิร์นโปรเข้าสู่วงการเทนนิสหญิงอาชีพในปี 1994 โดยทำผลงานครองแชมป์ใน WTA TOUR ได้ 1 รายการในประเภทเดี่ยว และ 5 รายการ ในประเภทคู่ นอกจากนี้ยังมีผลงานแชมป์ใน ITF อีก 8 รายการในประเภทเดี่ยวและ 2 รายการในประเภทคู่ รายได้ของ แทมมี่ ในปีนี้มาเป็นอันดับสาม โดยตัวเลขหยุดอยู่ที่ 252,753 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,110,120 บาท) ในขณะที่รายได้รวมของเธอนับตั้งแต่เข้าสู่วงการมากอยู่ที่ 1,822,462 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 72,898,480 บาท) สำหรับนักกีฬาอาชีพที่ทำรายได้มาเป็นอันดับที่ 4 ได้แก่ “บุญชู เรืองกิจ” โปรฝีมือดีอีกคนหนึ่งของเมืองไทย ปีนี้โปรบุญชู ที่มีอายุใกล้เลข 5 เข้าไปทุกขณะยังคงโชว์ฟอร์มได้ดีไม่ตก และทำรายได้ถึง 111,658.64 เหรียญสหรัฐ (4,466,345.60 บาท) อยู่ในอันดับที่ 5 ของตารางนักกอล์ฟทำเงินสูงสุดใน เอเชียพีจีเอทัวร์ ตัวเลขสวยงามของโปรจอมเก๋าวัย 48 นี้เกิดจากผลงานที่ครองแชมป์รายการ อารียา ไทยแลนด์ โอเพ่น และ อันดับที่ 4 รวมกับโปรธงชัย ใจดี ในการแข่งขันจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ คลาสสิก
ตัวเลขที่สรุปมานี้เป็นตัวเลขที่คิดจากรายได้ในการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ยังไม่ได้รวมรายได้ที่นักกีฬาหนุ่มสาวเหล่านี้ ได้รับจากผู้สนับสนุน หรือสปอนเซอร์ ทั้งในรูปอุปกรณ์ หรือเป็นพรีเซนเตอร์ แต่เส้นทางของนักกีฬาอาชีพนั้นไม่ใช่ว่าจะมีตัวเลขที่งดงามเช่นนี้ไปตลอด ด้วยปัจจัยของสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยไปตามอายุ ทำให้พวกเขาและเธอ มีเวลาตักตวงได้ไม่มากนัก แต่ก็นับว่าเป็นตัวเลขรายได้ ที่อาจจะมากกว่าเส้นทางของลูกจ้างอาชีพ ที่หลายคนมองว่ามั่นคง แต่ทำไปจนเกษียณก็คงมีตัวเลขในบัญชีได้ไม่เท่ากับพวกเขาเหล่านี้


