นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ชี้ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง เร่งคลอด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ....... เพื่อให้สธ.ออกจากระบบ ก.พ. ตั้งบอร์ดบริหารงานบุคคลผ่าน‘คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.)’ เสมือน ‘ก.ตร.’ ขององค์กรตำรวจ หวังแก้วิกฤตสมองไหล กำหนดเงินเดือนและจัดอัตรากำลังบริการประชาชนได้ดี พร้อมปฏิรูปสปสช. รื้อบอร์ด 30 คนที่มีอำนาจล้นคุมงบบัตรทองเกือบ 3 แสนล้านบาท แจงโครงสร้างบอร์ดเดิมมีแค่ปลัดสธ.ที่เป็นผู้ให้บริการ ส่งผลให้ 24 ปีของการบริหาร ‘บัตรทอง’ของสปสช.ผิดพลาดนำไปสู่วิกฤตโรงพยาบาลขาดทุน -ไม่มีเงินซื้อยา-เจ๊ง-บุคลากรสมองไหล-ประชาชนเดือนร้อนถ้วนหน้า มั่นใจ ‘นายกฯอนุทิน’เท่านั้นสั่งการจึงจะรื้อบอร์ดสปสช.สำเร็จ!
เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง เพื่อเป้าหมาย ‘ประชาชนสุขภาพดีถ้วนหน้า’ ประเด็นแรกต้องเร่งคลอด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ....... เพื่อผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ประเด็นที่ 2 ต้องเร่งปฏิรูป สปสช. ที่ดูแลงบบัตรทองปีละกว่า 2.7 - 2.8 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการรื้อโครงสร้างบอร์ด สปสช.30 คน ต้องปรับสัดส่วนให้สอดคล้องกับการนำงบประมาณไปใช้ดูแลประชาชน เพราะ 24 ปีผ่านมาพิสูจน์ได้แล้วว่า ‘สปสช.’ บริหารผิดพลาดจนนำไปสู่วิกฤตโรงพยาบาลเจ๊ง-ขาดทุน- แพทย์สมองไหลและประชาชนเดือดร้อน อีกทั้งงบประมาณยังถูกนำไปทำโครงการเพื่อสนองการเมืองใช่หรือไม่!?
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างกฎหมายแยกตัวกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และต้องการร่วมผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องเข้าใจด้วยว่าข้าราชการพลเรือนทั้งหมดถูกกำหนดโดยคณะกรรมการก.พ.ทำหน้าที่ดูแลเรื่องคน ซึ่งก็คือการบริหารข้าราชการพลเรือนในการสอบ ก.พ.บรรจุแต่งตั้ง กำหนดตำแหน่ง อัตรากำลัง แต่ข้าราชการที่ทำงานเฉพาะก็อยากจะแยก และต้องการมีพระราชบัญญัติในการบริหารและมีคณะกรรมการองค์กรของตัวเอง เช่น สายครู ก็มี ก.ค.ศ (คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ,สายตำรวจก็มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งจะเห็นว่าข้าราชการเหล่านี้ทำงานแยกเฉพาะ จะให้อยู่ภายใต้กรอบอัตรากำลังเหมือนข้าราชการที่บริการประชาชนแบบนั่งโต๊ะไม่ได้
“เราสนับสนุนให้แยกจากก.พ. สายสาธารณสุขแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ทันตแพทย์ เป็นงานที่ต้องเข้าเวร ยืนเดิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้นั่งโต๊ะบริการประชาชน เหมือนข้าราชการพลเรือนปกติ การจะขยับอะไรก็ต้องขอ ก.พ.เพราะเป็นผู้คุมกรอบทั้งหมดถ้าแยกได้ผลดีจะตกกับประชาชนโดยตรง”
ที่สำคัญหากกระทรวงสาธารณสุขแยกออกมาสำเร็จ ก็จะทำให้ ก.พ.เล็กลงทันที เพราะก.พ.เป็นหัวใจขนาดใหญ่ของระบบราชการพลเรือน ทุกวันนี้สังคมก็เห็นแล้วว่าก.พ.มีนโยบายชัดเจนลดจำนวนข้าราชการ จึงไม่มีการบรรจุข้าราชการใหม่ ทำให้การบรรจุแพทย์ พยาบาล ทำไม่ได้ ทั้งที่โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งขาดแคลนแพทย์ พยาบาล ทำให้บุคลากรที่มีอยู่เดิมต้องทำงานหนัก มีผลกระทบต่อการรักษาดูแลคนป่วยและเมื่อต้องทำงานหนักมาก ๆ ในที่สุดก็เกิดภาวะสมองไหล จำนวนมาก
“ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะมี บอร์ด ก.สธ.ทำหน้าที่ดูแล บอร์ดมีสิทธิกำหนดทั้งเรื่องการบรรจุอัตรารกำลัง บัญชี เงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการต่าง ๆ ก็จะทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทุกวันนี้นอกจาก ก.พ.จะเป็นผู้กำหนดกรอบแล้ว เงินของค่าตอบแทนต้องมาเจอสปสช. เป็นคนกำหนดอีก ว่าจะได้อะไร เท่าไหร่ อย่างไร ถึงเกิดปัญหาวิกฤตในระบบสาธารณสุขกันมาก”
หัวหน้าพรรคไทยภักดี บอกอีกว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เชื่อว่าจะคลอดออกมาได้แน่ แม้จะผ่านการจัดทำมาหลายปี ล่าสุดได้สอบถามไปที่ก.พ.ร.(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบราชการให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ได้รับคำตอบว่า ก.พ.ร.มีความเห็นเป็นบวกกับแนวคิดที่จะก.สาธารณสุขจะแยกออกจาก ก.พ.เพราะเมื่อ ก.พ.ร.เห็นเป็นบวกทุกอย่างก็จะดำเนินการต่อได้ง่ายขึ้น
“เมื่อร่างกฎหมายนี้เข้าสภา เชื่อมั่นจะผ่านสภาฉลุย เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่กระทบใครยกเว้นอำนาจของ ก.พ.เล็กลง ซึ่งก.พ.ก็ต้องปรับตัวเองตามสภาพความเป็นจริง จากนั้นจะออกเป็นพระราชบัญญัติ มีการแต่งตั้งบอร์ด ก.สธ.ดูแล เชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับเพราะจะเกิดขวัญกำลังใจต่อตัวข้าราชการ บุคลากรก็จะมีจำนวนเพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีขึ้น ทำให้โอกาสผิดพลาดแทบจะไม่มี”
น.พ.วรงค์ ระบุว่า การจะทำให้ระบบสาธารณสุขเดินตามเป้าหมายและสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้คือการก้าวไปสู่ ‘สุขภาพดีถ้วนหน้า’ต้อง 1. ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ.......ซึ่งเป็นเรื่องของดูแลโรงพยาบาลในด้านการให้บริการให้ดีขึ้นปัจจุบันเริ่มมีความหวังแล้ว และ 2 ต้องเร่งปฏิรูป สปสช.เพราะดูแลงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)ปีละกว่า 2.7 - 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งงบก้อนใหญ่นี้จะถูกนำไปจัดสรรเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และบริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคน
“โครงการนี้เกิดขึ้นมา 24 ปีแล้ว โดยสปสช ทำหน้าที่เหมือนบริษัทประกัน เป็นผู้ซื้อบริการ (Purchaser) และให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการ (Provider) คล้ายบริษัทประกัน คือรักษาไปเท่าไหร่ ก็ให้มาเบิกตามค่าใช้จ่าย แต่พอทำไปทำมาก็ยิ่งเห็นปัญหา เพราะบอร์ดสปสช.30 คน แทบจะไม่มีตัวแทนจากกระทรวงฯ วันนี้ก็มีแค่คนเดียวคือปลัดกระทรวงฯ เมื่อบอร์ดมีอำนาจทุกอย่างในการกำหนดสิทธิประโยชน์ ถ้าบอร์ดไม่เหมาะสม ก็จะเกิดปัญหาตามมา
ที่ตลกร้ายคือบอร์ดสปสช.กำหนดสิทธิประโยชน์ แต่คุณไม่มีเงินจ่ายให้ทำให้โรงพยาบาลไม่มีเงิน ติดลบ โรงพยาบาลหลายร้อยแห่งต้องขาดทุน ไม่มีเงินจะซื้อยา ถึงขั้นเจ๊ง”
เมื่อปัญหาของโรงพยาบาลทั้งเรื่องของการขาดทุน บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้รับเงินตามที่กำหนดไว้ ก็เริ่มทยอยลาออก สิ่งเหล่านี้ปะทุออกมาสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญก็เริ่มทยอยออกมาแสดงความเห็นและชี้ให้เห็นปัญหาและจี้บอร์ดสปสช.ต้องเปลี่ยนวิธีคิดได้แล้วจากการเป็นผู้ซื้อ ควรจะเปลี่ยนมาเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช.
น.พ.วรงค์ ย้ำว่า การปรับบอร์ด สปสช.คือหัวใจสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการ เพราะบอร์ดชุดนี้มีอำนาจเต็มใช้เงินปีละเกือบ 3 แสนล้านบาทก็ควรจะมีตัวแทนจากฝั่งผู้ให้บริการคือฝั่งของกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลโรงพยาบาลรัฐในทุกระดับ เข้ามาร่วมคิดและวางแผนจึงจะเหมาะสมและถูกต้องที่สุด
“บางครั้งสปสช. คิดนโยบายออกมาไม่สอดคล้องกับ แนวสุขภาพของประเทศ เช่น นโยบายใช้งบไปกับโฮโมนส์คนข้ามเพส ขณะที่ปัญหาปัจจุบัน คนป่วย คนยากจน ไม่มียารักษา บอร์ดควรเรียงลำดับความเดือดร้อนของประชาชนด้วยว่าเขากำลังเผชิญวิกฤตอะไร หรือการทำโครงการ คลินิกนวัตกรรม ที่เงินรั่วไหลเยอะ แต่ สปสช.มาเข้มงวดการรักษาตามโรงพยาบาลรัฐ มันก็ดูแปลกๆ”
อย่างไรก็ดีในช่วงการให้บริการช่วงแรก ๆ บอร์ดสปสช.ออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมีปัญหาอะไรเราก็เถียงเขายังไม่ได้ แต่ปัจจุบันมีการจัดตั้ง สปสช.มาตั้งแต่ปี 2545 ผ่านมาแล้ว 24 ปี ทุกอย่างพิสูจน์กันได้แล้วว่าโรงพยาบาลรัฐเผชิญวิกฤตขาดทุน ไม่มีเงินซื้อยา เพราะสปสช.ไม่จ่ายหรือจ่ายไม่เป็นไปตามข้อตกลง จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องมองเห็นปัญหาและรื้อโครงสร้างบอร์ด สปสช.กันใหม่ เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขและสปสช.ร่วมมือกันในการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่สมเหตุสมผลและครอบคลุมภาระของประชาชน
“เวลานี้สังคมผู้สูงวัยที่เป็นโรคความดัน เบาหวาน หัวใจ คนไข้เหล่านี้ต้องรับยาต่อเนื่องนานกลายเป็นว่าคนไข้จำนวนไม่น้อยต้องไปซื้อยาเอง เพราะโรงพยาบาลจะจ่ายแค่เดือนเดียว ถ้าจะเอา 2- 3 เดือน ก็ต้องจ่าย 200-300 ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน”
หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุว่า ถ้าบอร์ดสปสช. มีการบริหารการใช้งบประมาณที่สมเหตุสมผล ดูแลประชาชนจริงๆ โดยไม่หวังคะแนนเสียงทางการเมืองเชื่อว่า ระบบนี้ ไปได้ และทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อน โดยบอร์ดสปสช.มี 30 คน มีรมว.สธ.เป็นประธาน มีตัวแทนปลัดกระทรวงต่าง ๆกับ ผอ.สำนักงบ 8 คน เป็นกรรมการ มีตัวแทนท้องถิ่น 4 คน คือ อบจ. อบต. เทศบาล และรูปแบบท้องถิ่นพิเศษ และตัวแทนวิชาชีพ แพทย์สภา และสภาเภสัช อีก 5 คนและ ตัวแทน NGO ภาคประชาชน อีก 5 และ รมต. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ อีก 7 คน ก็จะมีคณะกรรมการเป็น 30 คน
“ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขมีคนเดียว คือปลัดกระทรวงสธ. ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนสิทธิประโยชน์ และปลัดกระทรวงอื่นบวกกับสำนักงบ อีก8 คนก็ไม่รู้เรื่องขณะที่แพทย์สภา สภาพยาบาล ก็เป็นเรื่องจริยธรรมวิชาชีพซึ่งตรงนี้ ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา”
ดังนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปบอร์ดสปสช.ด้วยการลดบทบาทคนที่ไม่เหมาะสม หรือจะเป็นการเพิ่มคนที่ใช่ คนที่เหมาะสมเข้าไปจาก 30 คนไปเป็น35-40คน แต่จะต้องเป็นผู้รู้และเกี่ยวข้องซึ่งต้องเป็นตัวแทนของฝั่งผู้ให้บริการจริงๆ เพราะหัวใจของยุทธศาสตร์สุขภาพประเทศต้องมาจากกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องมีตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ดสปสช.เพื่อกำหนดทิศทางได้ถูกต้องเหมาะสม
“บอร์ดสปสช. มีอำนาจ ซึ่งฝั่งกระทรวงสาธารณสุขต้องส่งตั้งแต่ระดับปฏิบัติ คือตัวแทนรพ.ชุมชน เพราะรพ.เหล่านี้จะรับภาระอย่างน้อย 70% พวกเขารักษาจริง รู้ปัญหาจริง ได้เจอคนไข้จริงๆ หรือ ตัวแทนแพทย์สาธารณสุขจังหวัด พวกนี้ จะรู้ปัญหาที่สุดหรือแม้แต่ โรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าร่วมโครงการบัตรทอง”
ปัจจุบันทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น วุฒิสภา พรรคการเมือง บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ฯลฯ ได้มีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างให้ออกจากก.พ.และปฏิรูปสปสช.โดยเฉพาะการนำเงินเดือนไปผู้กับงบรายหัวของสปสช.มันดูผิดเพี้ยน โดยเฉพาะเงินเดือนควรแยกไปเบิกตรงกับกรมบัญชีกลาง เพราะเป็นข้าราชการเหมือนกัน อย่าทำให้มันผิดเพี้ยนอีกเลย
“การปฏิรูปกระทรวงเมื่อ ก.พ.ร เห็นด้วยยอมเดินได้ไม่ยากแล้ว แต่การปฏิรูปบอร์ดสปสช. ใครก็ทำไม่ได้ ต้องให้รัฐบาลอนุทิน เป็นผู้ขยับเท่านั้น ขณะที่ทุกภาคส่วนทำได้เพียงขายข้อมูลขายความคิดออกไป พอเราเสนอปฏิรูปบอร์ดสปสช. ก็มีพวกปั่นกระแสว่าจะยกเลิกบัตรทอง เสียงลือล้วนมาจากพวกเสียผลประโยชน์ ทั้งที่ความจริงเราต้องการเปลี่ยนระบบบัตรทองให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น”
น.พ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่าถ้าปฏิรูปได้ทั้ง 2 ประเด็น มั่นใจว่าการบริการประชาชนจะดีขึ้น ปัจจุบันเราต้องยอมรับด้วยว่า สปสช.ไปผูกกับอิทธิพล ของNGO ที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าของโครงการเม็ดเงินเกือบ 3 แสนล้าน ต่อปี ทั้งที่ความจริงเป็นเงินของประชาชน แต่พอให้คนกลุ่มนี้เข้าไปออกแบบกลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งเข้าครอบงำ ส่งผลให้สังคมได้เห็นโรงพยาบาลเจ๊งอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นถึงเวลาที่นายกฯอนุทิน ต้องเร่งสั่งให้มีการปฏิรูปเพื่อก้าวสู่เป้าหมายประชาชนสุขภาพดีถ้วนหน้า!!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


