“รศ.ดร.อัทธ์” ชี้ ผลกระทบจากศึก“สหรัฐฯ vs อิหร่าน”รอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น 3-5% และเกิดการกักตุน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สินค้าแพงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นผันผวน เศรษฐกิจซึมยาว พร้อมระบุ เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นหรือฟุบ ขึ้นอยู่กับการเจรจาของทั้งสองประเทศ แต่เชื่อปะทะรอบใหม่ไม่รุนแรง ด้าน IMF เผย ผลจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ขยายตัวแค่ 3.0% การค้าชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่ง 4.7% อย่างไรก็ดี คาดเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570
การเปิดศึกรอบใหม่ระหว่าง“สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” ทั้งที่ผู้นำของทั้งสองประเทศเพิ่งลงนาม MOU เพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง ไปเมื่อ 17 มิ.ย.2569 กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เนื่องจากเกรงว่าการเปิดศึกครั้งนี้อาจทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมาระส่ำอีกครั้ง
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯในขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูงเพราะว่าทั้งสองประเทศต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ซึ่งสาเหตุมาจากเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายเสนอนั้นยากมากที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรื่องการยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน รวมถึงการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนซึ่งถือว่าเป็นประเด็นใหญ่และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯจะสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นอิหร่านและสหรัฐฯจึงเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันว่าจะสามารถทำตามข้อตกลงที่ลงนามไว้ใน MOU เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมาได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าอิหร่านกับสหรัฐฯจะไม่กลับไปสู้รบกันรุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ อาจจะโจมตีกันประปรายแต่ไม่หนักเหมือนเดิม เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
ซึ่งข้อเสนอที่สหรัฐฯต้องการจริงๆคือ 1.ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2.ให้อิหร่านปลดล็อคเรื่องนิวเคลียร์ และให้ทางสหรัฐฯเข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งก็คงต้องดูว่าคำว่าไม่มีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯนั้นไม่มีในระดับไหน ไม่มีในระดับที่อิหร่านไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือเปล่า เพราะนิวเคลียร์มีประโยชน์ในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตร ผลิตกระแสไฟฟ้า พัฒนาด้านวิศวกรรม พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหากสหรัฐฯไม่ต้องการให้มีนิวเคลียร์เลยอิหร่านก็อาจจะไม่ยอม เพราะอิหร่านมีการพัฒนานิวเคลียร์ในหลายรูปแบบ แต่คิดว่าสหรัฐฯคงไม่ได้ต้องการขนาดนั้น
ขณะที่ข้อเสนอที่อิหร่านต้องการก็คือ 1.เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยที่อิหร่านเป็นผู้บริหารจัดการและเก็บค่าผ่านทาง หรือหากไม่สามารถเก็บค่าผ่านทางได้อย่างน้อยเรือที่จะผ่านก็ต้องขออนุญาตจากอิหร่าน ซึ่งคงเป็นเงื่อนไขที่ตกลงกันยากเพราะสหรัฐฯต้องการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซเหมือนเดิมแต่คงไม่ยอมให้มีการเก็บค่าผ่านทาง 2.เรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ และ 3.อิสราเอลต้องยุติการโจมตีเลบานอน
“ ที่จริงข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์น่าจะง่ายกว่าการแก้ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซด้วยซ้ำ เพราะอิหร่านมีข้อตกลงนิวเคลียร์ ที่ชื่อว่า JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ซึ่งทำกับหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน ประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงสหรัฐฯด้วย มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 โดยประเด็นสำคัญของข้อตกลงนี้คือห้ามพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ไปยกเลิก เนื่องจากมองว่าข้อตกลงนี้อ่อนเกินไป ดังนั้นหากจะแก้ปัญหานี้ก็แค่ให้อิหร่านกลับไปอยู่ในข้อตกลง JCPOA เหมือนเดิม ส่วนข้อตกลงเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต้องมาตกลงกันว่าจะยอมกันได้ในระดับไหน ให้อิหร่านเก็บค่าผ่านทางหรือว่าต้องขออนุญาตผ่านทาง เพราะสาเหตุที่อิหร่านยิงเรือขนส่งสินค้าครั้งล่าสุดเนื่องจากเรือดังกล่าวพยายามออกนอกเส้นทางและปิดเครื่องส่งสัญญาน ทำให้อิหร่านไม่ไว้วางใจ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะยากหน่อย ไม่รู้ว่าจะตกลงกันได้แค่ไหน ” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
ส่วนการที่สหรัฐฯจะกดดันให้อิสราเอลหยุดโจมตีเลบานอนได้นั้น “รศ.ดร.อัทธ์” มองว่า สหรัฐฯต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนกว่านี้ โดยต้องยื่นคำขาดต่ออิสาราเอลเนื่องจากอิสราเอลมีพันธมิตรอยู่ประเทศเดียวคือสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันท่าทีของสหรัฐฯยังเป็นแบบปากว่าตาขยิบ ถ้าสหรัฐฯอยากให้อิสราเอลหยุดยิงก็ประกาศออกมาเลยว่าอิสราเอลต้องหยุดโจมตีเลบานอน เพราะสิ่งจำเป็นทุกอย่างของอิสราเอลขึ้นกับสหรัฐฯทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ระบบเศรษฐกิจ หรือความร่วมมือด้านต่างๆก็มาจากสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นถ้าสหรัฐฯสั่งทีเดียวอิสราเอลก็ต้องหยุด
“ เชื่อว่าการที่ปล่อยให้อิสราเอลโจมตีเลบานอนอยู่ในขณะนี้นั้นก็เป็นการขู่อิหร่านอยู่กลายๆว่าถ้าอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ อิสราเอลก็จะไม่หยุดโจมตีเลบานอน อิสราเอลก็ยังโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อยู่ ” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ
ทั้งนี้ประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกในขณะนี้ก็คือผลกระทบจากการที่สหรัฐฯและอิหร่านกลับไปสู้รบกันอีกครั้ง โดย “รศ.ดร.อัทธ์” ประเมินว่า ทันทีที่มีการโจมตีกัน ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งหลังการโจมตีรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 3-5% และขณะนี้ก็ยังมีความไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร ราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงยังสวิงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจะเกิดการกักตุนน้ำมันทั้งเพื่อการเก็งกำไรและเพื่อใช้ในการผลิตและขนส่ง ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน
ประการต่อมาคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตปรับตัวสูงขึ้นและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจึงแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ ประชาชนต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าเท่าเดิม นอกจากนั้นความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯอิหร่านยังส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ปั่นป่วนและดัชนีหลักอย่าง ดัชนี S&P 500 และแนสแดกปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาทองคำก็มีโอกาสที่จะลดลงเพราะคนต้องขายทองไปซื้อน้ำมัน
“เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ถ้าการเจรจาไม่ชัดเจน และกลับไปสู่การโจมตีในบางจุดก็จะทำให้ทั่วโลกไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ บรรยากาศการค้าการลงทุนก็จะอึมครึมไปเรื่อยๆ พอราคาน้ำมันลดลง คนก็จะแห่กักตุน พอน้ำมันขึ้นก็ปล่อยออกมาเพื่อทำกำไร ราคาสินค้าแทนที่จะลงได้มันก็ไม่ลงเพราะผู้ผลิตก็ไม่แน่ใจว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอีกหรือเปล่า ไม่มั่นใจทั้งราคาน้ำมัน ไม่มั่นใจทั้งต้นทุนการผลิต ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกลดลง ไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากค่าครองชีพแพงขึ้นจึงกลัวว่าในอนาคตจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ในการดำรงชีพ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจโลกก็ยังซึมๆ เดินหน้าลำบาก ตลาดหุ้นผันผวนและมีแนวโน้มที่หุ้นจะดิ่งลง” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ
ทั้งนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 3.0% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดีเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570
IMF ยังระบุว่า จากสมมติฐานราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นโยบายการเงินมีความผ่อนคลายลดลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่จนถึงปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงสู่ระดับ 3.9% ในปี 2570
ทั้งนี้ IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวอย่างมาก อัตราการเติบโตจะลดลงจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 3.5% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570 โดยรายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570
ส่วนการขยายตัวของประเทศและภูมิภาคสำคัญ เช่น สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 , ยูโรโซนขยายตัว 0.2- 0.9% ในปี 2569 และปี2570 ขยายตัว 1.2% , สหราชอาณาจักร คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 1.0% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 1.3% ในปี 2570 หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย ส่วนจีน คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.6% ในปี 2569
อย่างไรก็ดี “รศ.ดร.อัทธ์” เชื่อว่าแม้การสู้รบระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านยังไม่ยุติลง แต่ก็จะไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ โดยเชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะมีท่าทีอ่อนลงเนื่องจากเหตุผล 3 ประการ คือ
1.การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และสหรัฐฯต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง
2.สหรัฐฯกำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.ปีนี้ ทรัมป์จึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาคะแนนเสียง
3.ขณะนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หมดอำนาจในการประกาศทำสงครามเต็มรูปแบบแล้ว โดยสภาคองเกรสสหรัฐฯ มีมติจำกัดอำนาจ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่านโดยพลการ หากจะทำสงครามเต็มรูปแบบ ทรัมป์ต้องขออนุญาตจากรัฐสภาก่อน
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า การที่กองทัพสหรัฐฯยังสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านกว่า 80 แห่ง ในการปะทะกันรอบใหม่ได้นั้นเนื่องจากสหรัฐฯมีเหตุผลว่าอิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามต่อตะวันออกกลาง อีกทั้งอิหร่านได้โจมตีฐานทัพของสหรัฐฯในตะวันออกกลาง หรือโจมตีประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯสามารถตอบโต้ได้ ที่สำคัญการโจมตีดังกล่าวยังไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบที่ต้องใช้อำนาจสั่งการโดยประธานาธิบดี แต่เป็นการโจมตีเป็นจุดๆเท่านั้น ส่วนอาวุธที่สหรัฐฯส่งไปยังอิสราเอลนั้นก็ไม่ใช่การสนับสนุนด้านอาวุธ แต่เป็นการสั่งซื้ออาวุธโดยรัฐบาลอิสราเอล
รศ.ดร.อัทธ์ ยังได้คาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. 2569 นี้นั้นเชื่อว่าพรรครีพับลิกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ่ายแพ้ให้แก่พรรคเดโมแครต เชื่อว่าพรรครีพับลิกันเสียที่นั่งแน่นอน เนื่องจากคนอเมริกันได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพของคนอเมริกันเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งการที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าไปแทรกแซงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยต่อสายตรงหาประธานฟีฟ่าเพื่อขอให้ระงับโทษแบนใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเสียชื่อเสียง จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่คนอเมริกันเนอย่างมาก


