xs
xsm
sm
md
lg

หวั่นเออร์ลีรีไทร์ จูงใจคนเก่งลาออก ชี้สาย ‘STEM’ เลือกหอบเงินก้อนโตแทนเกษียณ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต อดีตข้าราชการบำนาญ ชี้การปฏิรูปราชการไทยทั้ง ‘ลดกำลังพล-เออร์ลีฯ-เปลี่ยนไปใช้ประกันสุขภาพ’ เป็นสิ่งที่ดี หากไม่ทำจะเข้าสู่ยุค Zero growth หนี้สาธารณะพุ่ง หวั่น Side Effect คนเก่งเลือกเออร์ลีฯ โดยเฉพาะกลุ่ม ‘STEM’ออกแน่ คาดคนรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่ราชการน้อยลงเหตุสวัสดิการไม่จูงใจ แจงผ่าตัดสำเร็จรัฐไทยจะก้าวสู่ยุค digital government ขณะเดียวกันรัฐอย่ามุ่งแต่ลดรายจ่าย ควรเร่งหารายได้เพิ่มอัตราภาษีโดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล เก็บเจ้าสัวกำไรนับหมื่นล้านแต่เสียภาษีต่ำ

การปฏิรูปราชการไทยครั้งใหญ่ที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำเสนอออกมานั้นทั้งรูปแบบการเออร์ลีรีไทร์ และเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลไปใช้ระบบประกันสุขภาพแทน เป็นผลมาจากงบประมาณตัวเลขรายจ่ายประจำซึ่งเป็นเงินเดือนบุคลากร เงินบำเหน็จ บำนาญ รายจ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาล เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องประมาณ 74% แต่มีงบเพื่อลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศประมาณ 20.8% หากปล่อยให้งบประมาณรายจ่ายเป็นเช่นนี้ต่อไปจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย บอกว่าด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลล้วนอยู่ในการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กองทุนบําเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ต้องดูอย่างละเอียด โดยให้ ก.พ.เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่จะดูแลในเรื่องสุขภาพเพื่อนำมาทดแทนระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบันด้วย”

หลักเกณฑ์เบื้องต้นการเออร์ลีรีไทร์ คาดว่าจะอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปแบบสมัครใจโดยมีสิ่งจูงใจเป็นสำคัญ ซึ่งของเดิมต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป หรืออายุ 55 ปีขึ้นไปแต่ถ้าเป็นหลักเกณฑ์เดิมคนที่ออกไปจะไปรีสกิลอาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างยากในยุคของเทคโนโลยีปัจจุบัน


ส่วนในเรื่องของสวัสดิการรักษาพยาบาล จะเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบประกันสุขภาพ เพราะสามารถคุมวงเงินได้ชัดเจนในแต่ละปีจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ และจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ขณะที่สิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการยังไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไรและเรื่องของระบบประกันสุขภาพนั้นจะใช้กับข้าราชการที่บรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิมคาดว่าจะเป็นเปิดโอกาสให้เลือกเช่นกัน

อย่างไรก็ดีนโยบายปฏิรูปราชการไทยครั้งนี้ส่งผลดีต่อประเทศหรือข้าราชการอย่างไร โดยเฉพาะข้าราชการที่อยู่ในเกณฑ์เออร์ลีรีไทร์

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า รัฐบาลต้องเผชิญกับต้นทุนบุคลากร ซึ่งมีการขยายตัวต่อเนื่อง งบประมาณรัฐที่ได้มา ประมาณ 70 หมดไปกับงบประจำ เงินเดือนข้าราชการ เงินบำนาญ สวัสดิการรักษาพยาบาล พูดง่ายๆ ว่า ถ้ายังอยู่แบบนี้ต่อไป เราไม่มีทางจะมีงบลงทุนและพัฒนาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การพัฒนาประเทศชาติจะเดินหน้าได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลก็ต้องหาทางแก้ไข โดยหลักการงบประมาณก็ง่ายๆ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะเรื่องการเออร์ลีรีไทร์ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถ้ารัฐสร้างแรงจูงใจทีดี แต่รัฐก็ต้องมีต้นทุนที่จะต้องนำไปจ่ายเช่นกัน

“ภาครัฐต้องคำนวณว่าแรงจูงใจและค่าตอบแทนนั้นคุ้มหรือเปล่าที่จะจ่ายออกไป ซึ่งในระยะยาวการจ่ายแบบนี้น่าจะคุ้ม แต่ถ้าเป็นระยะสั้น ยังต้องคิดหนักและคำนวณให้ดี ก็อยู่ที่ว่ารัฐจะกำหนดบำนาญไว้เท่าไหร่ ของเดิมต้องมีอายุราชการ 25 ปี จึงจะได้บำนาญ ใครส่ง กบข.ไว้ก็จะได้เงินส่วนนี้ไปด้วย แต่ถ้าอายุราชการไม่ถึงก็ได้บำเหน็จแทน

กรณีคนเออร์ลีฯ ของเดิมถ้าอายุราชการไม่ถึง ก็ได้แค่เงินลงทุนใน กบข.ซึ่งเป็นเงินที่ถูกหักไว้ก็จะไม่ได้รับบำนาญ แต่ได้บำเหน็จแทน”

โดยสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เป็นต้นทุนที่รัฐต้องจ่ายมาก หากตัดตรงนี้ออกไป ไปซื้อประกันสุขภาพให้ข้าราชการใช้แทน จะช่วยลดภาระรัฐบาลได้อย่างมาก

“เรื่องค่ารักษาพยาบาลจะลดได้แน่ ๆ ปกติถ้าเราไปโรงพยาบาลหมอเห็นว่าเราใช้สวัสดิการราชการ เบิกตรงกรมบัญชีกลาง ก็จะจ่ายยาแพง ๆ ประเภทยานอกบัญชียาหลักให้ ซึ่งบางครั้งระดับการเจ็บป่วยไม่จำเป็นต้องใช้ยานอก แค่ยาสมุนไพรไทยก็เอาอยู่ แต่เมื่อรัฐไม่บรรจุยาแผนไทยในบัญชียาหลัก แพทย์ก็ไม่จ่ายทั้งที่ความจริงรักษาได้”


รศ.ดร.ณรงค์ บอกว่า อาจารย์ก็เป็นข้าราชการบำนาญจึงเข้าใจเรื่องการใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลได้ดี และยังมีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาโดยไม่เลือกที่จะใช้ยานอกทั้งที่ใช้ได้ แต่หันมาใช้ยาสมุนไพรของไทยก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร ซึ่งถ้ารัฐมองเห็นความสำคัญของยาสมุนไพรและบรรจุในบัญชียาหลัก ก็จะช่วยรัฐประหยัดงบรักษาพยาบาลได้มาก

“รู้หรือไม่สิทธิสวัสดิการราชการ แค่ยื่นบัตรก็รักษาพยาบาลได้แล้ว แต่คนที่ใช้สิทธิประกันของเอกชน เท่าทีฟังมาเงื่อนไขมากมาย ไอ้โน่น ไอ้นี่ ก็ไม่ได้ บางที่ต้องสำรองไปก่อนกว่าจะเบิกคืนได้ แต่ระบบราชการ ยศตำแหน่งมันก็เพิ่มได้นะ แต่ของเอกชน ไม่ได้เพิ่มจากยศตำแหน่ง มันขึ้นอยู่ที่ว่า คุณจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่”

อย่างไรก็ตามสวัสดิการที่ข้าราชการได้รับ ทำให้คนส่วนหนึ่งถึงพยายามเข้าสู่ระบบราชการ จึงเกิดภาพจ่ายเงินในการสอบเข้ารับราชการของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ตัวเองมาเป็นข้าราชการก็เพราะระบบที่ดีที่สุด สะดวกที่สุด คือระบบราชการเบิกจ่ายผ่านบัตรได้ทันที

ทั้งนี้เมื่อรัฐมีนโยบายให้ข้าราชการเดิมยังคงใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบเดิมก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบอะไร ส่วนข้าราชการที่เข้ามาใหม่ก็ต้องปฎิบัติตามระเบียบของรัฐ ส่วนเรื่องการเออล์รี่ฯและเป้าหมายลดทั้งคนและกลุ่มงานที่เทคโนโลยีหรือROBOT เข้ามาทดแทนได้นั้นในระยะยาวจะทำให้ภาพระบบราชการและรัฐเข้าสู่ยุค digital government และเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government หรือ รัฐบาลดิจิทัล) นั่นเอง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกอีกว่า การที่รัฐออกนโยบายนี้ ดีต่อระบบราชการทั้งหมด คือ ลดรายจ่ายระยะยาวของรัฐได้ แต่ไม่ได้ทำให้สวัสดิการของข้าราชการดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เลวลง ส่วนผลลัพธ์ระยะยาวดีแน่ มีงบไปลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศหรือดูแลสวัสดิการประชาชนได้เพิ่มขึ้นเพราะต้องยอมรับว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่รัฐจะต้องรับภาระสูงเช่นกัน

“ถ้ารัฐไม่ผ่าตัดตอนนี้ ระยะยาวจะมีปัญหามาก เพราะงบรายจ่ายหมดไปกับงบประจำ จะเลือกไปกู้เพื่อมาลงทุน ก็จะทำให้หนี้สาธารณะอาจพุ่งสูงถึง 80-90%ของGDP ในอีก5-10ปี ก็จะเป็นปัญหาใหญ่อีก เราก็จะเป็นประเทศที่มีงบลงทุนต่ำมาก หากไม่รีบแก้ไข อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีปัญหาเข้าสู่ภาวะ Zero growth หรือสังคมเศรษฐกิจคงที่ ไม่มีการขยายตัว นำไปสู่ปัญหามากมายการว่างงาน การลงทุนซบเซา หรือจะเป็นเพียง low growth โตก็ไม่ได้ หากเราอยากได้อะไรอย่างหนึ่ง คุณต้องยอมเสียบางอย่างไป”

รศ.ดร.ณรงค์ ย้ำว่า ปัญหาที่น่าห่วงตามมาจากนโยบายเออล์รีฯ ก็คือ Side Effect ว่าคนที่ เออล์รี่ฯ มักเป็นคนเก่ง เมื่อรัฐยื่นผลประโยชน์ก้อนนี้มาให้ เขาก็อาจจะเลือกเอาเงินนี้ไปต่อยอด ไปลงทุนที่เขามีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว และบางคนอาจได้งานในบริษัทเอกชนชั้นนำได้ด้วย ส่วนคนที่ยังอยู่ในระบบราชการไม่ยอมเออล์รีฯก็จะเป็นคนที่อืด ๆ ช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ หรือจะเหลือแต่คนไม่เอาไหนนี่แหละคือ Side Effect ที่รัฐต้องระวัง

โดยเฉพาะพวกกลุ่มอาชีพ STEM มาจากสาย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) น่าจะเลือกเออล์รี่ฯ แน่ ๆ ส่วน stem ของสายสังคมศาสตร์ (Social Science) ก็เป็นกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ เพราะต้องไปทำงานกับคน จะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะงานอื่น Robot ทำแทนได้หมด

“การสร้างทีม มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำงาน เรายังอยู่เหนือ AI อยู่ นอกนั้น AI ทำได้หมด คือเข้าใจสังคม เข้าใจความเป็นจริงทางสังคม ทำงานทีมเวริ์ค และ คนที่ทำงานกับคน ต้องมีอีคิวสูง ต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีชุดความคิด มีอุดมการณ์ ซึ่ง AI ไม่มี แต่เราก็ยังไม่ค่อยสนใจ stem ทางสังคมศาสตร์เท่าไหร่”


ขณะเดียวกันถ้าข้าราชการรุ่นใหม่ ต้องมาใช้บัตรประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบเดิม ก็อาจทำให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่ราชการน้อยลงก็เป็นได้ ซึ่งเป็นความต้องการของรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะถ้าได้คนไม่มีคุณภาพ เข้ามาก็จะเป็นภาระกับระบบราชการได้ ดังนั้นทุกมาตรการรัฐบาลก็ต้องคิดให้รอบคอบ

รศ.ดร.ณรงค์ แนะว่ารัฐบาลไม่ควรมองแค่ลดรายจ่าย ควรวางมาตรการเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งรายได้หลักคือภาษี ควรเปลี่ยนเป็นอัตราภาษีก้าวหน้า ซึ่งภาษีจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ เช่นกรณีเพิ่มจาก vat ก็จะเริ่มจาก 3% -25% หมายความว่า เช่น ขายอาหารให้เด็กในโรงเรียน ก็เพิ่ม แค่ 3% vat ก็อาจแค่ 5 % แต่ถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นก็ควรเก็บที่ 15-20% ไม่ใช่จัดเก็บ 7% ทั้งหมด

ที่สำคัญควรจัดลำดับขั้นว่า สินค้าอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตคน ก็ลดลง แต่สินค้าที่ไม่จำเป็น ก็เก็บแพงๆ ไปเลย คือจะได้ 2 อย่าง ทั้งได้ช่วยคนจน และ ได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นเรามีระบบดิจิตัล มีระบบ คอมพิวเตอร์ สามารถคำนวณได้ง่ายๆ

ส่วนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บสูงสุดที่ 20 % นั่นควรขยายไปที่ 25% เพราะธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้มีกำไรเป็นพันล้าน หรือ หมื่นล้าน ไม่ควรจะเสีย 20%เท่ากับที่มีกำไรต่ำกว่าและรัฐก็ต้องมากำหนดช่วงการอัตราการจ่ายภาษีกันใหม่ เพราะตรงนี้คือรายได้ที่รัฐสามารถจัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย


“คิดว่าที่รัฐบาลไม่ทำ ก็เพราะอาจไปกระทบพวกเค้า พวกนายทุนพรรคการเมืองทั้งนั้นแหล่ะ ที่บริจาคให้พรรคใหญ่ ๆ ไม่ว่าเครือข่ายพวกเบียร์ พวกเหล้า กำไรเป็นหมื่นล้านทั้งนั้น อย่าอ้างสิงคโปร์ก็เก็บแค่ 20% แม้เขาจะเก็บแค่ 20% แต่สิงคโปร์จ่ายค่าจ้างสูงกว่าเรา 8 เท่า ทำให้ลูกจ้างเขามีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีหมด ทำให้ฐานภาษีสิงคโปร์ถึงกว้าง แต่ของเราลูกจ้าง ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายภาษีแพราะ 65 % รายได้ไม่ถึง 15,000 จึงไม่ต้องเสียภาษี”

จากนี้ไปต้องดูว่ามาตรการปฏิรูปราชการไทยเพื่อลดกำลังพลและลดงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูงถึง 70% ทั้งการเออล์รีฯและเปลี่ยนระบบประกันสุขภาพนั้นจะสัมฤทธิ์ผลดังที่รัฐบาลปรารถนาหรือไม่?

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j