xs
xsm
sm
md
lg

คนกัมพูชา“เผชิญ”ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โอกาสทองของผู้ผลิตกัมพูชา ผุดสินค้าด้อยคุณภาพหลากหลายรายการ ผลักคนกัมพูชากลายเป็นหนูทดลอง มาครบสินค้าปลอมปน สินค้านำเข้าทดแทน คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน น่าห่วงเครื่องสำอางใส่ปรอทสูง นี่คือราคาที่ผู้บริโภคชาวกัมพูชาต้องจ่าย สายรักชาติพุ่งเป้าซูเปอร์ฯ HCL ขายสินค้าไทยเปิดเผย ชี้เกือบทุกห้างมีสินค้าไทยขายทั้งนั้นแค่วางไม่เด่น ตั้งข้อสังเกตถ้าแบนสำเร็จ ทำไมมีลักลอบนำเข้า ทำไมมีวางขายตามห้าง

การสร้างกระแสชาตินิยมในช่วงที่เกิดข้อพิพาทชายแดน นำมาซึ่งการปะทะ 2 รอบเมื่อปี 2568 ระหว่างนั้นมีการรณรงค์สร้างความรักชาติด้วยการแบนสินค้าไทย ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้นำของกัมพูชา แม้ได้ข้อสรุปเรื่องการหยุดยิงแต่แนวทางการแบนสินค้าจากประเทศไทยยังคงอยู่

ที่จริงกัมพูชาแค่ห้ามนำเข้าสินค้าตระกูลผักผลไม้และกลุ่มน้ำมันจากประเทศไทย แต่เรื่องการรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าจากประเทศไทยเป็นตัวเสริมเข้ามา โดยใช้โอกาสนี้ชักชวนและกระตุ้นให้มีการผลิตหรือตั้งโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชาภายใต้คำขวัญ Made in Cambodia

ความรักชาติของคนกัมพูชาถูกตีความว่า “ต้องไม่ใช้สินค้าไทย” เพราะเงินที่ซื้อสินค้าเหล่านี้จะถูกนำไปซื้ออาวุธมาทำร้ายคนกัมพูชา

ซูเปอร์ดังขายสินค้าไทย

แต่รายงานข่าวของสื่อกัมพูชาอย่าง KBN News เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ในขณะที่การคว่ำบาตรสินค้าไทยกำลังรุนแรงไปทั่วประเทศ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองพระตะบองกลับเปิดขายสินค้าที่นำเข้าจากไทยตามปกติ นั่นคือซูเปอร์มาร์เก็ต Heng Chhay Ly (HCL)

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนคือ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบธุรกิจเพื่อหาสินค้าชำรุดและจำกัดการนำเข้าจากประเทศไทย ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน

พวกเขาตั้งคำถามว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเฮงฉายลี่ได้รับสิทธิพิเศษหรือไม่ หรือมีเส้นสายอะไรเป็นพิเศษจึงได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบและสามารถขายสินค้าไทยได้อย่างอิสระ ในขณะที่ผู้ค้ารายย่อยถูกจำกัด

แต่ได้ออกตัวไว้ว่าในแง่ของข้อกฎหมายและหลักเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรี การขายสินค้านำเข้าไม่ถือเป็นความผิด ตราบใดที่สินค้าถูกนำเข้าผ่านด่านศุลกากร ชำระภาษีถูกต้อง และมีคุณภาพปลอดภัย


ขายเพราะมีแรงซื้อ

จากการตรวจสอบพบว่า ซูเปอร์มาร์เก็ต Heng Chhay Ly (HCL) อยู่ไม่ห่างจากชายแดนไทยและมีเพียงแห่งเดียวที่พระตะบอง และจำหน่ายสินค้าไทยมานานแล้ว ไม่ต่างไปจากห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ที่ยังต้องมีสินค้าจากประเทศไทยวางขายเช่นกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละแห่ง เช่น เปลี่ยนฉลาก เปลี่ยนจุดวางสินค้าให้ลึกเข้าไปด้านใน เพราะสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการของคนในกัมพูชา

กรณี HCL นั่นเป็นการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเน้นตรวจสอบร้านค้ารายย่อย เพื่อหาสินค้าชำรุดและจำกัดการนำเข้าจากประเทศไทย แต่ทำไมไม่ตรวจสอบร้านค้ารายใหญ่

ถ้าไม่หลอกตัวเอง ถามว่าทำไมห้างหรือร้านขนาดใหญ่ยังต้องมีสินค้าไทยขายอยู่ ก็เพราะยังมีความต้องการบริโภคจากภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายแบนสินค้าไทยอาจได้ผลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แต่ในภาพรวมยังไม่สามารถเลิกใช้สินค้าไทยได้ทั้งหมด

แบนสินค้าไทยไม่ใช่กฎหมาย

ประการต่อมาการแบนสินค้าไทย แม้จะถูกปลุกกระแสโดยผู้นำของกัมพูชา แต่เป็นเพียงการรณรงค์ให้ภาคประชาชนตื่นตัว ไม่ใช่เป็นกฎหมายบังคับที่มีบทลงโทษ แต่อาจเสี่ยงต่อกระแสสังคมกดดันหรือถูกประจานบนโลกออนไลน์ หรืออาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐสร้างความไม่สะดวกในการค้าขาย

ดังนั้นทั้งผู้บริโภคและร้านค้าในกัมพูชา สามารถที่จะขายสินค้าจากไทยได้ สาเหตุที่ทำได้ เพราะเป็นแค่การณรงค์ กัมพูชาเองก็เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(WTO) ทำให้รัฐบาลไม่สามารถกีดกันได้เต็มที่ แค่ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเลิกใช้สินค้าไทย แต่ทุกอย่างก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล

ถ้าการโหมกระแสไม่ใช้สินค้าไทยได้ผลจริง ต้องไม่มีสินค้าไทยขายในกัมพูชา ต้องไม่มีการลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย แต่เราได้เห็นการตามจับสินค้าลักลอบนำเข้าอยู่บ่อยครั้ง สื่อกัมพูชาเองก็รายงานว่าร้านขนาดใหญ่ยังขายสินค้าไทยอยู่ นั่นเป็นการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มาทางเรือ ทางอากาศหรือผ่านมาทางประเทศลาว


โอกาสทองสินค้าด้อยคุณภาพ

ภาครัฐรณรงค์การแบนสินค้าไทยพร้อม ๆ กับการสนับสนุนให้มีการผลิตสินค้าภายในประเทศกัมพูชา เพื่อทดแทนสินค้าไทย ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่ากัมพูชาสามารถผลิตสินค้าที่คนนิยมบริโภคได้อย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Mee Chiet และปลากระป๋อง My Fish

การแบนสินค้าไทยแล้วส่งเสริมสินค้าของกัมพูชา ทำให้เกิดช่องว่างตามมาในหลากหลายรูปแบบ เราได้เห็นการทำฉลากภาษากัมพูชาแปะทับภาษาไทย มีความพยายามผลิตสินค้าทดแทน แต่คุณภาพยังไม่สามารถทดแทนกันได้ ใส่สารเคมีในสินค้าที่บริโภคจนเกิดปัญหา กลายเป็นโอกาสทองของผู้ผลิตในประเทศกัมพูชาที่สร้างสินค้าทดแทนโดยมีความเสี่ยงของคนกัมพูชาเป็นเดิมพัน

กรณีตัวอย่างเช่น มีการเข้าตรวจค้นและสั่งห้ามบริโภคไส้กรอกตรา TSP ที่กัมพูชา ย้อมทุเรียนไทยอ้างว่าเป็นทุเรียนกำปอต นำปลาเทร้าจากเวียดนามมาขายแล้วแจ้งว่าเป็นปลาแซลมอน ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำถูกตรวจสอบว่าผลิตที่ไทย เครื่องปรุงรสบางยี่ห้องต้องเปลี่ยนภาษาเป็นกัมพูชา

ครีมกวนเองปรอทสูง

นอกจากนี้สำนักข่าวขแมร์ไทม์ รายงานข่าวเมื่อ 27 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลกัมพูชาออกคำเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารปรอทสูง

กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 5 ชนิดที่พบว่ามีสารปรอทและกรดซาลิไซลิกในปริมาณที่เกินมาตรฐานที่กำหนด

การทดสอบตัวอย่างที่เก็บรวบรวมโดยกรมยา อาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องสำอาง พบว่าผลิตภัณฑ์ 4 ชนิดมีสารปรอทในปริมาณที่สูงเกินไป ในขณะที่อีก 1 ชนิดมีสารเคมีทั้งสองชนิดในปริมาณสูง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีหมายเลขทะเบียนจากกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงระบุว่า การได้รับสารปรอทเกินระดับมาตรฐานอาจทำให้ไตวาย มะเร็งผิวหนัง และทำลายระบบประสาท นอกจากนี้ยังระบุว่า กรดซาลิไซลิกในปริมาณมากเกินไปอาจทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และระคายเคืองอย่างรุนแรง


ฮุน มาเนต ย้ำเรื่องคุณภาพ

กัมพูชาก็ทราบดีว่ากำลังการผลิตในประเทศมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องทุน ความรู้ความสามารถในผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี สำคัญที่สุดคือเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยในสินค้าที่ต้องใช้กับร่างกาย สินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ยาและเวชภัณฑ์ กำลังเป็นเรื่องที่ท้าทายความปลอดภัยในการใช้สินค้า เราได้เห็นเรื่องครีมของกัมพูชาที่มีสารปรอทสูง ต่อไปอาจมีสินค้าตัวอื่น ๆ ที่ผลิตในกัมพูชาแล้วมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยจากการใช้ออกมาอีก

เรื่องดังกล่าวฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาย้ำเมื่อ 27 มิถุนายน 2569 โดยเรียกร้องบรรดาผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม และขนาดกลาง(MSMEs) ให้ความสำคัญลำดับต้น ๆ กับคุณภาพสินค้า และความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับการเติบโตภายในประเทศในระยะยาว นอกเหนือไปจาก การพึ่งพาค่านิยมความรักชาติของผู้บริโภคแต่เพียงอย่างเดียว

การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ไม่สามารถพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าได้ และในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก กัมพูชาจำเป็นต้องคงไว้ซึ่งการเปิดตลาด เพื่อรับประกันว่าการส่งออกของตนเอง จะสามารถเดินหน้าต่อไปโดยไม่ติดขัด
เขาบอกต่อว่าสลาก "เมดอินกัมพูชา" ต้องสะท้อนการผลิตในท้องถิ่นจริง ๆ ไม่ใช่แค่นำสินค้าต่างชาติมาเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ เพื่อวางจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ

ผลักคนกัมพูชาเสี่ยง

นโยบายแบนสินค้าไทยและหนุนภาคการผลิตในกัมพูชาให้สร้างสินค้าเข้ามาทดแทน กำลังทำให้คนกัมพูชาเผชิญความเสี่ยงจากสินค้าปลอมปนและสินค้าด้อยคุณภาพที่เข้ามาทดแทน โดยใช้ร่างกายสุขภาพของตัวเองเข้าไปเป็นตัวทดลอง

เขาแบนสินค้าไทยด้วยเหตุผลทางการเมือง ปลุกความเป็นชาตินิยม หวังเรื่องการเลือกตั้งในปีหน้า ถามว่ากัมพูชามีความพร้อมในการสร้างสินค้าทดแทนที่มีคุณภาพทัดเทียมและราคาที่ใกล้เคียงกับสินค้าไทยหรือไม่ เงินทุน เทคโนโลยีและมาตรฐานด้านความปลอดภัย กัมพูชามีความพร้อมแล้วใช่หรือไม่

ถ้าไม่ แล้วสกัดสินค้าที่คุณภาพได้มาตรฐานสากลไม่ให้เข้ามา ย่อมเป็นโอกาสทองให้ทุนกัมพูชาที่มาตรฐานไม่ถึงเข้ามาสร้างสินค้าที่ด้อยคุณภาพผลิตให้กับคนกัมพูชาใช้ ใครใช้แล้วระคายเคืองหรือถูกหลอก หน่วยงานรัฐจะปกป้องผู้บริโภคอย่างไร มีเครื่องมือที่ทันสมัยในการสินค้าด้อยคุณภาพหรือไม่

นี่คือ "ราคาที่ผู้บริโภคชาวกัมพูชาต้องจ่าย" ให้กับกระแสชาตินิยมและการเมือง และเป็นตลกร้ายที่สะท้อนคำว่า “ปากว่าตาขยิบ” ได้ดีที่สุด เพราะในขณะที่แกนนำหรือผู้ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์เรียกร้องให้แบนสินค้าไทยเพื่อศักดิ์ศรีของชาติ แต่คนเสี่ยงตายในชีวิตประจำวันกลับเป็นประชาชนคนธรรมดาที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องสุขอนามัย

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j