xs
xsm
sm
md
lg

ชี้ 4 ปัจจัย ที่อาจทำให้ “อิหร่าน-สหรัฐฯ” ฉีก MOU

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ดร.อัทธ์” ชี้ แม้“สหรัฐ-อิหร่าน”จะลงนาม MOU ยุติสงครามในตะวันออกกลาง แต่การเจรจาในช่วง 60 วันหลังจากนี้ ยังมี 4 ปัจจัยที่อาจทำให้ข้อตกลงสะดุด และนำไปสู่การฉีก MOU ทั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ข้อตกลงเรื่องการยกเลิกการอายัดทรัพย์ของอิหร่าน การที่อิหร่านจะเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกรณีที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการยุติการสู้รบครั้งนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เงินเฟ้อลดลง ขณะที่ GDP ของไทยมีโอกาสขึ้นไปเตะ 2%

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประชาคมโลก เมื่อ“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และ “มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ลงนาม MOU เพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าหลังจากนี้เศรษฐกิจโลกน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซคงจะเริ่มคลี่คลายลง

ส่วนว่าความหวังดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ จะมีอะไรมาทำให้สะดุดหรือเปล่า ก็คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯซึ่งลงนามใน MOU กันเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมานั้น เป็นข้อตกลงกว้างๆ เพื่อรอการเจรจาและบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายในอีก 60 วันข้างหน้า ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าจะจบแบบไหนเพราะว่ายังมีประเด็นที่เสี่ยงว่าจะทำให้ข้อตกลงไม่บรรลุผลก็เป็นได้ ทั้งนี้เชื่อว่าการเซ็น MOU ดังกล่าวเป็นบันทึกความเข้าใจแต่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหากการเจรจาหลังจากนี้ไม่มีปัญหาอะไรก็จะดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ถ้าระหว่าง 60 วันยังมีเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การฉีก MOU ทุกอย่างก็จบ

ซึ่งประเด็นที่จะส่งผลให้ข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯล้มเหลว ได้แก่

1. ประเด็นเรื่องการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน เนื่องจากข้อตกลงในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านระบุว่าอิหร่านและสหรัฐฯ พร้อมด้วยพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในสงครามครั้งนี้จะประกาศยุติสงครามทันทีและถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลระบุว่าไม่ได้ร่วมใน MOU ฉบับนี้ และยืนกรานว่าจะไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน ขณะที่สหรัฐฯก็คงไม่เห็นด้วยกับอิสราเอล ก็จะเป็นความขัดแย้งที่ซุกไว้ใต้พรม

2. โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งไม่รู้ว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯจะไปถึงแค่ไหน และไม่รู้ว่าอิหร่านจะยอมสหรัฐฯมากน้อยเพียงใด เพราะโครงการนิวเคลียร์มีความสำคัญต่ออิหร่านอย่างมาก โดยโครงการนี้จะรวมถึงเรื่องสมรรถนะของแร่ยูเรเนียมของอิหร่านด้วย (ยูเรเนียม คือธาตุโลหะหนักกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็น "สารตั้งต้นและเชื้อเพลิงหลัก" ในอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีนิวเคลียร์) ซึ่งยูเรเนียมมีระดับของการพัฒนา ถ้า 20-30 % ก็นำไปทำพลังงงานไฟฟ้า การเกษตร และการวิจัย แต่ปัจจุบันอิหร่านพัฒนาไปถึง 60% แล้ว จึงไม่รู้ว่าอิหร่านจะยอมแค่ไหนเพราะอิหร่านก็ต้องการนำยูเรเนียมไปทำประโยชน์ในด้านอื่นๆด้วย

3. ประเด็นเรื่องการยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอยู่ที่รายละเอียดในการยกเลิกการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯเสนอว่าจะอยู่ในระดับที่ทางอิหร่านพอใจหรือไม่ คือมีอยู่ 7-8 เรื่องที่สหรัฐฯคว่ำบาตรอิหร่าน เช่น ค่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ระงับระบบการชำระเงิน การอายัดทรัพย์ โดยสหรัฐฯจะยกเลิกการอายัดทรัพย์ของอิหร่านจำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คือประมาณ 25% ของที่อายัดไว้ทั้งหมด 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของอิหร่านที่กระจายอยู่ในหลายประเทศ


4. เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยใน MOU ระบุว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนสหรัฐฯก็จะยกเลิกการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ประเด็นคือเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 อิหร่านได้มีการตั้งองค์กรจัดการอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf Strait Authority: PGSA) ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการการเดินเรือและเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งจัดตั้งเขตควบคุมทางทะเลในช่องแคบดังกล่าว โดยจะบริหารร่วมกันกับโอมาน แต่เรื่องที่อิหร่านจะเข้ามาบริหารช่องแคบออร์มุซนั้นไม่ได้ระบุไว้ใน MOU ซึ่งก็อยู่ที่สหรัฐฯจะยอมหรือเปล่า

ทั้งนี้ อิหร่านจะบริหารช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันกับโอมาน ครอบคลุมเนื้อที่ทางทะเล 20,000 ตารางกิโลเมตร โดยทิศตะวันออกเริ่มจากเส้นเชื่อมระหว่างเมืองคูห์-เอ โมบารัก ของอิหร่าน ไปถึงฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนทิศตะวันตกเริ่มจากเส้นปลายเกาะเกชม์ ไปถึงรัฐอุมม์อัลไกไวน์ ใน UAE ซึ่งระหว่างการเจรจาในช่วง 60 วันนั้นไม่แน่ใจว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ตกลงกันไม่ได้หรือเปล่า สหรัฐอาจไม่ยอมเพราะถือว่าผิดอนุสัญญาอันคลอส(อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982) อย่างไรก็ดีองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งร่วมกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ในการบริหารจัดการอันคลอส ก็เปิดช่องโดยบอกว่าแต่ละประเทศมีสิทธิที่จะดูแลพื้นที่น่านน้ำของประเทศของตัวเองได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะสูงขึ้น

“ ก็ต้องรอดูว่าตกลงกันได้ในระดับไหน คิดว่าอิหร่านคงผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้แน่นอน แต่สหรัฐฯต้องการแค่ไหน ให้อิหร่านไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ หรือต้องการให้ไม่มีนิวเคลียร์เลย ถ้าอิหร่านไม่มีนิวเคลียร์เลยก็อาจมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงเพราะประเทศคู่ขัดแย้งของอิหร่านก็มีนิวเคลียร์ คือนิวเคลียร์มันมีระดับของการพัฒนา 1.เพื่อผลิตพลังงาน 2.เพื่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และ 3.ระดับสูงสุดเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯต้องการระดับไหนและอิหร่านให้ได้แค่ไหน คิดว่าถ้าสหรัฐฯต้องการให้อิหร่านไม่มีนิวเคลียร์เลยทางอิหร่านก็คงไม่ยอม เพราะนิวเคลียร์นำไปทำประโยชน์ได้หลากหลาย ผลิตไฟฟ้าก็ได้ ในใช้ด้านวิศวกรรมก็ได้ แล้วจริงๆอิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์มานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนปี 1979 คือมากกว่า 50 ปีแล้ว ” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ

ช่องแคบฮอร์มุซ
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือเรื่องการเคลียร์ทุ่นระเบิดใต้น้ำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแม้ประเด็นนี้จะไม่ได้ถูกระบุใน MOU แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะเห็นได้ว่าตอนนี้มีเรือที่ค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซอยู่ประมาณ 500 ลำ ซึ่งไม่แน่ใจว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบออร์มุซจะมีความปลอดภัยหรือไม่เพราะยังไม่มีการเคลียร์ทุ่นระเบิด ดังนั้นแม้จะอิหร่านกับสหรัฐฯจะลงนามร่วมกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทันที อาจจะต้องใช้เวลาเคลียร์ทุ่นระเบิดอีก 2-6 เดือน

ส่วนการที่สหรัฐฯให้บรรดาชาติต่างๆในภูมิภาคสนับสนุนเงินทุนเงินทุนฟื้นฟู 300,000 ล้านดอลลาร์แก่อิหร่านนั้น น่าจะเป็นลักษณะของการเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น กิจการพลังงาน อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมน้ำมัน ท่าเรือ ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคต่างๆที่ถูกทำลายจากสงคราม เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยทราบว่าขณะนี้มีนักลงทุนจากประเทศต่างๆสนใจจะเข้าไปลงทุนถึง 150,000 ล้านเหรียญแล้ว โดยประเทศที่จะเข้าไปลงทุนได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย และประเทศในยุโรปบางประเทศ

“ เชื่อว่าข้อเสนอเรื่องทุนที่จะเข้าไปฟื้นฟูอิหร่านนั้นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านประสบความสำเร็จ อีกทั้งในเบื้องต้นอิหร่านก็อาจจะโอเคกับการยกเลิกการอายัดทรัพย์ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะตอนนี้อิหร่านเจ็บหนัก ขณะที่สหรัฐฯเองก็เจ็บหนักเช่นกัน ทั้งสองประเทศจึงต้องการยุติสงคราม อิหร่านถูกแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศซึ่งต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสูง แต่ค่าเงินอ่อนมาก จึงน่าจะยอมยุติสงครามเพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ”” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว

รศ.ดร.อัทธ์ ยังได้ประเมินสถานการณ์หลังจากการลงนามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯบรรลุผล ว่า หากมีการเปิดอ่าวฮอร์มุซให้เรือของประเทศต่างๆผ่านได้ ราคาน้ำมันจะลดลง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลงไปอยู่ที่ 78 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ซึ่งสหรัฐเริ่มเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งหากราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับไปสู่จุดเดิม คืออยู่ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลของไทยจะต้องอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร แต่ถ้าเกินกว่านี้ก็แสดงว่าราคาน้ำมันของไทยมีปัญหาแล้ว และจะอ้างว่าเป็นราคาของสต็อกน้ำมันเก่าไม่ได้เพราะทันทีที่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ราคาน้ำมันของไทยก็ประกาศขึ้นทันที

ส่วนอิสราเอลเมื่อไม่ยอมหยุดการโจมตีเลบานอน อิสราเอลก็ยังต้องสู้รบกับอิหร่านและกลุ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยที่สหรัฐฯจะไม่ให้การสนับสนุนด้านการรบแก่อิสราเอลอีกต่อไป เพราะอิสราเอลต้องการชนะสงครามแต่สหรัฐฯต้องการหยุดสงคราม ดังนั้นแรงกดดันก็คงไปตกกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะต้องไปกดดันอิสราเอลให้หยุดทำสงคราม ซึ่งการที่อิสราเอลยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯก็เป็นไปได้ว่าในที่สุดแล้วอิสราเอลอาจต้องยอมยุติสงคราม


สำหรับผลที่เกิดต่อเศรษฐกิจโลกนั้น “รศ.ดร.อัทธ์” มองว่าหากสหรัฐฯกับอิหร่านตกลงกันได้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลง ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งก็ลดลง เศรษฐกิจโลกก็จะดีขึ้น ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อลดลง จากเดิมที่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะขึ้นจาก 3% เป็น 4%

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นเชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางบวก โดยก่อนหน้านี้ World Bank ประเมินว่า GDP ของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.7% ซึ่งช่วงเวลา 3 เดือนกว่าที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯนั้น World Bank ประเมินว่า GDP ของโลกหายไป 0.2% ถ้าอิหร่านกับสหรัฐฯตกลงยุติสงครามได้ ราคาน้ำมันก็จะลดลง เศรษฐกิจโลกจะกลับมาดีขึ้น การส่งออกก็ดีขึ้น ดังนั้น GDP ของไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2% และอาจขึ้นไปอยู่ที่ 2%

“ การลงนาม MOU ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 มันเป็นการตกลงกันในกรอบกว้างๆของแต่ละประเด็น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับการเจรจราในรายละเอียดของ MOU หากอิหร่านกับสหรัฐฯตกลงกันไม่ได้ในบางประเด็น MOU อาจจะถูกฉีกก็เป็นได้ ” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว

ส่วนที่บางคนมองว่าสหรัฐฯพร้อมจะหักหลังอิหร่านอยู่ตลอดเวลานั้น “รศ.ดร.อัทธ์” ระบุว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากขณะนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการยุติสงคราม เพราะผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ทำให้เรตติ้งของทรัมป์ตกต่ำลงมาก เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี ราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.8% ไปอยู่ที่ 4.2% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี ตั้งแต่หลังโควิดเป็นต้นมา โดยหลังโควิดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ที่ 4.1% และลงมาที่ 3.0 % จนถึง 2.8% ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้พรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมสูงมาก

“ และที่สำคัญตอนนี้ทรัมป์หมดอำนาจที่จะสั่งให้กองทัพสหรัฐฯทำสงครามกับประเทศอิหร่านแล้ว เพราะกฎหมายสหรัฐฯให้อำนาจประธานาธิบดีส่งทหารไปรบได้ไม่เกิน 60 วัน หากทรัมป์ต้องการยืดระยะเวลาการทำสงครามออกไปจะต้องได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้เสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสนั้นไม่ต้องการให้สหรัฐฯทำสงคราม ดังนั้นเชื่อว่าทรัมป์ไม่มีทางหักหลังอิหร่าน ” รศ.ดร.อัทธ์ ระบุ