ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ACT) ชี้โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท สร้างปรากฎการณ์ใหม่หลังกูรูเทคฯ ร่วมกันออกมาแฉ ล้วนมีน้ำหนักมากว่าโปร่งใส-คุ้มค่าหรือไม่? ระบุในอดีตการใช้เงินกองทุนฯ ใช้ง่ายกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองให้พวกแร้งกา เผยพฤติกรรมภาครัฐกระทำซ้ำซาก แจงการใช้งบผูกพันต่อเฟส 2,3 คือการประเคนให้ผู้รับจ้างรายเดิม ยัน ‘ ACT AI’ จะเกาะติด ด้าน ส.ว.แจง Deep tech ร่วมเขียนTOR บอกโครงการนี้เต็มรูปใช้งบ 2,800 ล้านบาท แต่กองทุนฯมีแค่ 1,600ล้านทำเฟส1จึงต้องลดประสิทธิภาพ ตั้งเป้าเฟส 2ใช้งบปี70 อีก900 ล้าน ส่วนปี71 ยังไม่ระบุ เชื่อยอดผู้ใช้ 5 ล้านหาง่าย แค่ข้าราชการ-SMEs กว่า3 ล้านคน!
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ภายใต้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) แม้จะถูกขุดคุ้ยทั้งจากฝ่ายค้านและกูรูด้านเทคฯ ที่ดาหน้าออกมาตีแผ่ข้อมูลให้สาธารณชนได้รับรู้ โดยชี้ให้เห็นถึงกระบวนการและขบวนการได้มาของโครงการนี้ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส ผิดวัตถุประสงค์และสุดท้ายเมื่อครบสัญญา 1ปี ประเทศชาติได้อะไร
แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ถูกตีแผ่ออกมาไม่ได้ทำให้ รมว.ดีอีและนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี สะทกสะท้านแต่อย่างใดโดยเฉพาะการตอบคำถามของนายไชยชนกเมื่อถูกนักข่าวถามฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ซึ่งได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงไม่กังวล รวมทั้งปลัดฯ ก็ย้ำเสมอว่าทุกอย่างถูกระเบียบของทางราชการ
ดังนั้นคำว่าถูกระเบียบทางราชการจึงเป็นเกาะกำบังที่จะทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้จริงหรือไม่ ส่วนในสายตาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ACT) และส.ว.ที่ผ่านการจัดทำโครงการประมูลของรัฐมานาน มองโครงการนี้เช่นไร และมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือโกงจริงหรือไม่!?
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ระบุว่า เมื่อโครงการTH-AI Passport ถูกเผยแพร่ออกมา เราได้เห็นคนที่เป็นสายเทคโนโลยี พวก กูรูในวงการไอที ออกมาช่วยกันแฉ ช่วยกันตีความ กระทั่งนำไปสู่การคัดค้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งสังคมไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ หลังจากการตีแผ่เรื่องโครงการรับจำนำข้าวเป็นต้นมา การออกมาของกูรูครั้งนี้จึงเป็นเรื่องทีดี ที่ภาคประชาชนตื่นตัว เพราะนี่คือเรื่องที่น่ากลัวมากเมื่อการเมืองไม่ค่อยรับฟังหรือใส่ใจในเสียงคัดค้าน
“วันนี้สิ่งที่ถูกเปิดเผยมีน้ำหนักมาก จำเป็นจะต้องทบทวนว่าทุกอย่างมันโปร่งใสและคุ้มค่าเงินที่ต้องจ่ายไปถึง 1,600 ล้านบาทหรือเปล่า”
ประเด็นแรกที่สังคมต้องมองตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการแบบฉับพลันทันด่วนด้วยการไปนำเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) หรือ DE Fund มาใช้ทำให้ ACT ต้องจับตาอยู่แล้ว เพราะการนำเงินกองทุนฯมาใช้ เป็นเรื่องเร่งด่วนจริงหรือไม่ เพราะการนำเงินกองทุนมาใช้ในโครงการนี้ ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาหรือตรวจสอบ เหมือนกับการใช้งบประมาณปกติ ที่ต้องผ่านสำนักงบประมาณ ผ่านกระทรวง ผ่านกระบวนการรัฐสภา แต่โครงการนี้ไปใช้เงินกองทุนดีอี ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ และแค่ไปแจ้งให้ครม.รับทราบเท่านั้น
“เรื่องแบบนี้ มันเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเงินกองทุนหมุนเวียน เป็นเงินที่ใช้ง่ายและมันกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองให้กับพวกแร้งกา ในอดีตที่ผ่านมา”
ประธาน ACT บอกว่า กรณีที่กูรูเทคฯเปิดข้อมูลออกมาว่าโครงการนี้มีการลอก TOR มาด้วยนั้น ข้อเท็จจริงการลอก TOR เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากเป็นโครงการสร้างถนน สร้างสะพาน ซื้อรถกะบะ รถบรรทุก ก็ไปลอกกันมาได้ แต่โครงการนี้เป็นเรื่องของระบบไอที หรือเทคโนโลยี ชั้นสูงไม่ควรจะมีการลอกกันเกิดขึ้น
“บางอย่างลอกกัน ก็พอเป็นเรื่องเข้าใจได้ บางคน ก็อาจจะลวก ๆ มักง่าย ประเด็นแบบนี้ เราก็พอเข้าใจ มันไม่ได้บอกว่า เป็นการทุจริต แต่เงื่อนไขที่เขียนไว้ในTOR ว่ามีการทบทวนอย่างไร สุดท้ายให้มีการทบทวนกันแค่ไหน”
โดยเฉพาะประเด็นที่พูดกันมากในเรื่องจ่ายเหมาไป ซึ่งใช้ได้จริงน้อยกว่า ที่คุยกันไว้ คือ น้อยกว่าจริง จะทำอย่างไร หรือจ่ายตามจำนวนที่มีการใช้จริงฟังดูก็สมเหตุสมผล หรือ จะเปลี่ยนเป็นว่า ใครจะเข้าใช้ ก็ถือว่า รัฐบาลเป็นผู้ due จำนวนการจัดซื้อ เพื่อให้ได้ราคาถูก ใครจะใช้ ก็ขอให้จ่ายเงินก่อน แล้วเอาหลักฐานการจ่ายเงิน มาเคลมเงินคืน หรือ เอาหลักฐานการจ่ายเงิน มาหักลดหย่อนภาษี ตรงนี้จะเป็นทางออกได้หรือไม่? ซึ่งควรเป็นเรื่องที่เจรจากันได้ ระหว่างรัฐ และ เอกชน ถ้าเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ประเด็นสำคัญที่รมว.ดีอี และปลัดดีอี ย้ำมาตลอดพร้อมทั้งมีการนำ Flowchart ที่แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานและกระบวนการระบบงานของโครงการ นี้ มาให้สังคมได้รับรู้นั้น ดร.มานะ ระบุว่าเห็นด้วยว่าโครงการนี้ถูกต้องตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการ แต่ต้องยอมรับกันด้วยว่าราชการไทยเก่งอยู่แล้ว ถูกระเบียบอยู่แล้ว
“พูดแต่ว่าถูกระเบียบอยู่แล้ว แต่ถ้าทำไปแล้วกลับทำให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ถูกประโยชน์ ไม่คุ้มค่า สูญเปล่าแบบนี้ ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ ต้องดูแล ทำให้เกิดความชอบธรรม ไม่งั้นคนก็จะไม่ไว้วางใจ จะมาพูดเพียงว่าถูกหรือผิดไม่ได้ ถ้าสุดท้าย เกิดความสูญเสียเกินเหตุ”
กระนั้นแม้จะถูกระเบียบราชการก็จริง แต่จะสร้างความเสียหาย มันเยอะมากใช่หรือไม่ เรื่องแบบนี้ต้องมีการพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าของเงินในวันข้างหน้า ที่สำคัญหากปรากฏเส้นทางการเงิน หรือใครได้รับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่เป็นไปตามที่พูดเอาไว้ อย่างนี้ จะมีความผิดเกิดขึ้น
“เราอย่าเพิ่มไปคาดหวังให้ ป.ป.ช เป็นผู้พิสูจน์ ระหว่างนี้เป็นเรื่องที่ดีที่พรรคประชาชน หรือกูรูในวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่มีความรู้และความเข้าใจอย่างดี จะมาช่วยกันเปิดโปงและติดตาม จึงต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน ถึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริตได้ เพราะเวลานี้เราก็ยังตอบไม่ได้ว่า TOR มีการล็อคสเปกหรือไม่”
ประธาน ACT ระบุว่า การจะดูว่าโครงการนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ก็ต้องมาดูว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ มีการเอื้อประโยชน์ ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นการเฉพาะเจาะจงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา มีโปรเจคขนาดใหญ่มันจะไม่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม นี่เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เพราะโครงการนี้มีเรื่องเทคนิคเยอะมาก ซึ่งกูรูด้านเทคฯ ก็ต้องช่วยกันออกมาพูด จะได้รู้ว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?
“กูรูเทคฯที่ออกมาช่วยกันขุดคุ้ย ช่วยกันพูดมันทำให้ผมเองก็ตื่นเต้น เพราะพฤติกรรมของภาครัฐ มันซ้ำซาก มันจำเจ จริง ๆ”
ที่สำคัญคือ โครงการนี้มีการใช้งบประมาณผูกพันในปี 2570และ2571 ซึ่งข้อมูลแบบนี้ ดร.มานะ ย้ำว่า มักจะเป็นเรื่องที่ถูกปิดบัง เหมือนที่เราซื้อเรือดำน้ำก็จะพูดเฉพาะงบประมาณก่อนแรกหรือเฟสแรก แต่ก้อนต่อไปหรือเฟสต่อไป 2-10 จะไม่มีการพูด เพราะเขาคิดว่างบประมาณที่ใช้เฟสต่อไปไม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่างบมันบานปลาย และขยายตัวไปเรื่อย ๆ
“รู้กันมั้ย เมือเฟส 1 เริ่มแล้ว เฟส 2,3,4 ก็จะตามมาและจะถูกล็อคด้วยตัวของมันเองว่าผู้รับเหมารายเดิม จะเป็นผู้ได้งานอย่างต่อเนื่อง”
ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐจัดซื้อปริ้นเตอร์ 3 พันเครื่องแจกไปทั้งจังหวัด เมื่อแจกไปแล้ว ตลอดอายุใช้งานเครื่องปริ๊นเตอร์ก็ต้องสั่งซื้อน้ำหมึกจากบริษัทเขา หรือเมื่อเราซื้อเรือดำน้ำจีน เราก็ต้องซื้ออะไหล่ ระบบซ่อมบำรุงก็ต้องเป็นของเขาตลอดไป
“โครงการนี้จะมี application หรือ software บางอย่างมาใช้งานเริ่มจากเฟส 1ตามด้วย เฟส 2 เฟส 3 คุณจะเขียนสเปกใหม่หรือ คุณจะลงทุนเพิ่มเติมหรือเพราะทางเทคนิค จะมีเงื่อนไขบางอย่าง ที่บังคับให้เป็นไปเช่นนั้น”
ทั้งนี้องค์กร ACT จะคอยติดตามการนำเสนอของพรรคประชาชน นักวิชาการและกูรูเทคฯ เพราะเป็นเรื่องทีดี ขณะเดียวกัน ACT AI ขององค์กรACT ก็จะพยายามให้ฝ่ายเทคนิคเฝ้าดูว่า ข้อมูลที่ออกมาจากภาครัฐ จะต้องไม่ตกหล่นเช่นกัน ทั้งนี้เราไม่คาดหวังว่าโครงการนี้จะล้ม แต่คาดหวังว่าจะมีการทบทวนอย่างตรงไปตรงมา คือ ถ้าโครงการมีเสียงถูกคัดค้านมาก ๆ ควรชะลอไว้ก่อน หยุดไว้ก่อน หรือ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ก็ควรจะพิจารณาดำเนินการ
“เชื่อว่าไม่ล้ม เพราะดูจากการยืนยันของฝ่ายการเมือง แต่เบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ไม่ทราบ โดยเฉพาะพวกโปรเจคเทคโนโลยี เอกชนที่มาวิ่งขายงาน เค้าจะเตรียมโครงการไว้แล้วทั้งนั้น พูดง่าย ๆ คือเขาลงทุนไปแล้วถึงไปวิ่งขายงานให้นักการเมือง หรือ ข้าราชการผู้ใหญ่ ผมไม่เคยเห็นข้าราชการอยากได้แบบนี้ แล้วเอกชนมา develop ให้ นั่นจะเป็น project เล็ก ๆ ถ้า project ขนาดใหญ่ เอกชน มีวิสัยทัศน์ รู้เทคโนโลยี จะ develop ขึ้นมา แล้วเอาไปขายงาน แต่ก็ยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะฟังเสียงประชาชน และหยุดทบทวน”
ส่วนเรื่องของการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ให้คนไทย 5 ล้านคนนั้น ดร.มานะ ระบุว่า การจะทำโปรเจ็คใช้เงิน 1,600 ล้านบาท ก็ต้องคิดและระบุได้ว่าจะหาจำนวน 5 ล้านคนมาจากไหน ถ้าเป็นข้าราชการก็ต้องระบุว่าสายงานไหน หรือเป็นนักศึกษาก็ต้องระบุว่าคณะไหน ถ้าเป็นนักธุรกิจ จะให้เข้ามาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ต้องกำหนดขึ้นมาก่อน แต่เหตุใดถึงปล่อยให้คนตั้งคำถาม คาดเดากันไปซึ่งถือเป็นความด้อยประสิทธิภาพมากของเจ้าหน้าที่รัฐ
“ถ้าจะให้ข้าราชการ 3 ล้านคนมาใช้จะบอกว่าบางคนไม่ได้ใช้หรอก มันไม่มีประโยชน์ที่จะได้ไป ผมเองก็ใช้ ทุกวัน ผมใช้ ChatGPT ใช้ Gemini แต่ใช้ของฟรี ก็สามารถรองรับงานได้ ไม่ใช่ทุกอย่างต้องเสียเงิน” ประธาน ACT กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจาก ส.ว.ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการประมูลภาครัฐ บอกว่า มีข้อที่น่าสงสัยและคุยกันในกลุ่ม ส.ว.ว่า การใช้เงินกองทุนดีอี ระดับพันล้าน ทำไม่แค่รายงาน ครม.เพื่อทราบ ทั้งที่ควรต้องมีมติครม.ออกมา และเข้าไปดูใน e-Government เพื่อดูTOR ก็ไม่ปรากฏโครงการนี้เช่นกัน
“เราเชื่อว่าจะต้องมีการแอบแก้ TOR เพราะ TOR ไม่ได้ลงใน e-Government คือถ้าเป็นโครงการภาครัฐ ใช้งบประมาณ TOR ต้องลงไปใน e-Government แต่พอเข้าไป search ก็ไม่มี อาจจะมีการปรับแก้กันระหว่าง ผู้รับจ้าง กับ ผู้ว่าจ้าง ตรงไหนโดนโจมตี ก็มาปรับกันลับหลัง ไม่มีใครรู้ และก็จะมาบอกประชาชนว่า เห็นมั้ย TOR เขียนแบบนี้”
ทว่าสิ่งที่ปลัดดีอี ประกาศบนเวที AI Passport ว่าความเห็นของประชาชน จะแนบอยู่ท้ายสัญญา ซึ่งความจริง ความเห็นของประชาชนหรือผู้คัดค้าน ไม่สามารถ ไปแนบท้ายสัญญาได้ เพราะมันค้าน TOR ตัวหลัก การแนบสัญญา tor มันต้องเป็นประเด็น ย่อย ๆ ลงลึกนิดหน่อย แต่ที่ถูกโจมตี เป็นประเด็นหลัก ๆ เช่น คุณสมบัติผู้ประมูล การล็อกสเปค เป็นต้น
“ผมเคยทำ TOR โครงการขนาดใหญ่หลายพันล้าน เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ก็ต้องให้เอกชนร่างมา แล้วเราต้องปรับให้ตรงกับความต้องการ แต่ TH-AI Passport มาตกม้าตายตรงที่คนร่างก็ร่างได้ไม่ดี คณะกรรมการฯก็ปรับปรุงไม่ดี Torจึงมีข้อความหลุดเยอะ เพราะใช้ระบบไฟล์มาแปะ การให้เอกชนร่าง Tor ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามีหลายรายก็ให้ทำมาเหมือนการสืบราคาเอาฉบับที่ดีที่สุด แต่กรณีนี้ เขาทำมาอย่างไรก็รับไปอย่างนั้นเลย”
แหล่งข่าว บอกว่า ได้พูดคุยกับ Deep Tech ที่มีส่วนในการร่าง TOR เขาเล่าว่า TH-AI Passport เกิดมาหลายปีแล้ว ราคาที่วางไว้คือ 2,800 ล้านบาท พอมาใช้เงินกองทุน 1,600 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องตัดประสิทธิภาพลงไป ทำแค่มารวบรวมเป็นประตูเปิดเข้าไปใน APPs ต่าง ๆ และสอนให้ประชาชนติด Prompt ตั้งประโยคคำถาม ทั้งข้อความ เสียง ภาพ ให้เป็น อยากได้อะไรก็เขียนไป คือ1600 ล้านได้แค่ตรงนี้ เท่านั้น
“2800 ล้าน จะเข้าไปดูลึก ให้คนเข้าไปเขียน โพสต์ ai ได้ ไปสร้างapps ได้สร้าง ai ของประเทศไทย อาจจะเป็น gemithai คือจะเป็นของพวกเราๆ ไม่ใช่แจกทั่วไปแบบนี้ แต่งบกองทุนดีอีจัดสรรได้เร็ว จะรองบปกติปี 2570 ไม่ทัน”
ส.ว คนเดิมบอกว่า Deep Tech อธิบายว่าโครงการนี้จะมีเฟส 2 อยู่ในงบประมาณปี 2570 จำนวน 900 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อถึงตุลาคม 2569 ก็จะใช้งบปี 2570 ก็จะเริ่มเซ็นสัญญาเฟส 2 ในแผนจะมีเฟส 3 ก็น่าจะใช้งบประมาณปกติในปี 2571
“ส.ว.พวกเราก็คิดว่าไม่น่าใช้เงินกองทุน ควรใช้งบปกติ ต้องผ่านสภา จะได้ช่วยกันตรวจสอบความโปร่งใส”
สำหรับขั้นตอนการทำงานดูตาม Flowchart ที่แสดงในเวทีนั้นเชื่อว่าถูกต้องตามระเบียบราชการในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ส่วนพิรุธที่อยู่ใน TORจะเป็นเชิงลึกไปอีกขั้น แต่ในทางกฎหมายแต่ละขั้นตอนถูกทั้งหมด เรียกว่าถูกระเบียบเป๊ะจริง!
ขณะเดียวกัน โครงการ TH-AI Passport เราคงทำได้แค่ติดตาม ไม่รู้ว่าใครมีประโยชน์ทับซ้อนกับโครงการนี้หรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะโครงการนี้เป็นเรื่อง AI ก็อาจจะลำบากที่จะดูว่าเขาซูเอี้ยกันหรือไม่ เพราะเรายังไม่เห็นว่ามีคนจากภาครัฐเขาไปนั่งในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ และฟังจาก deep tech ที่ไปร่วมในเวที ก็เหมือนจะทำให้โครงการนี้ล้มยากเช่นกัน เวลานี้ก็ต้องรอฝ่ายค้าน และกูรูเทคฯจะมีหมัดเด็ดอะไรที่จะน็อคโครงการนี้ได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่ปรากฎชัดที่สุดโครงการนี้อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งในเรื่องของผู้ใช้ 5 ล้านคน เข้าถึง Generic AI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในเวลา 1 ปี เพื่อสร้างการเติบโต AI ในไทย แต่โครงการนี้ในเวทีบอกเป็นการประมวลผลในต่างประเทศเขาก็จะได้ข้อมูลต่าง ๆ เราไป แบบนี้ถามว่าข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการใช้ ทั้งการเก็บข้อมูล และการประมวลผล ซึ่งเราต้องการพัฒนาAI ในไทยก็จะผิดวัตถุประสงค์ใช่หรือไม่และสุดท้ายเมื่อครบสัญญา 1ปี จะมีสินทรัพย์อะไรเหลือไว้ เพราะเราไม่ได้ใช้เงินเพื่อไปลงทุน AI Model ไทยที่จะรองรับการพัฒนาในอนาคต
“เรื่อง 5 ล้านคนเราเชื่อว่าการจะดันยอดผู้ใช้ TH-AI passport ให้ได้ 1.75-3ล้านคน จากภาครัฐทำได้รวดเร็วเป้าหมายคือข้าราชการพลเรือน และพนักงานราชการที่มี 3 ล้านคนแล้ว วิธีนี้ทำได้เนียนและได้ผลที่สุด ไม่ต้องบังคับ แต่ผูกโยงเข้ากับระบบสวัสดิการและระบบปฏิบัติงานหลัก เช่นสวัสดิการรักษาพยาบาล, ระบบบำเหน็จบำนาญ หรือระบบลงเวลาปฏิบัติงานอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ ซึงจะเป็นการบังคับให้เกิดการลงทะเบียนใช้งานไปโดยปริยายเพราะความจำเป็นในหน้าที่”
อีกด้านหนึ่งหากหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ SMEs ก็พยายามให้หน่วยงานนั้นรับผิดชอบดึงสมาชิก SMEs เข้ามาก็จะดันยอดผู้ใช้เพิ่มได้เช่นกัน!
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


