กูรูด้านเทคฯ ระบุคนในวงการ Deep Tech เกาะติด TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท และเชื่อว่าโครงการไม่โปร่งใส? เพราะคนเขียน TOR ก็เป็นเทคฯ ด้วยกัน ชี้ รมว.ดีอี ควรปรับโครงการนี้และหันไปสร้าง AI Model ไทย เพราะ AI คือ Knowledge Base ของประเทศไทย ปัจจุบัน ‘เนคเทค – สวทช.’ ก็มี AI สัญชาติไทย ชื่อ ‘Pathumma LLM’ ต่อยอดมาจาก ‘qwen’ ของจีน นำมาพัฒนาประมวลผลหลายรูปแบบเชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทไทยได้ลึกซึ้งเหมือน ChatGPT ยอมรับ ‘เนคเทค’ เคยมี ‘super computer’ ที่เร็วที่สุดในอาเซียน แต่ถูกเวียดนาม/สิงคโปร์แซงไปแล้ว แจงคนทั่วไปใช้ AI ฟรีไม่น่ามีปัญหาเพียงแค่รู้เทคนิค ยันประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาก AI ไม่ใช่ประเทศที่ใช้ ‘AI เก่ง’ แต่เป็นประเทศที่สร้าง AI ของตัวเองได้ !
ประเด็นร้อนแรงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเทคโนโลยีของเมืองไทยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดพลุขึ้นโดยนายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เกิดจากการตั้งกระทู้ถามในสภาฯ พร้อมตีแผ่ความไม่ชอบมาพากลโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการสูงถึง 1,621 ล้านบาท จากงบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) หรือ DE Fund ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ตั้งเป้าแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ให้คนไทย 5 ล้านคน ชี้ให้สังคมได้เห็นถึงเรื่องความไม่คุ้มค่า , ความบังเอิญ,ความไม่โปร่งใส ชงเองกินเองในการจัดซื้อจัดจ้างที่คล้ายกับการล็อกสเปกของขบวนการและกระบวนการนี้
ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ก็ออกมาตอบกระทู้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันว่า “หากผมคิดจะโกงเรื่อง AI แล้วทำให้ถูกขนาดนี้ และทั่วถึงประชาชนได้หรือไม่ ใครได้รับงานในโครงการนี้ ไม่ใช่ประเด็น และไม่ใช่เรื่องของผม เพราะหน้าที่ของผมคือการมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ใครประมูลผ่าน ใครรับงานไป ก็ต้องทำตามนโยบายที่วางไว้ให้ได้ หากทำไม่ได้ ผมก็ต้องจัดการ ดังนั้น ใครจะได้งานนี้ไป ผมไม่สน”
พร้อมคำพูดเหน็บแนม ‘ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะต้องมาอธิบายเรื่องพื้นฐานอย่าง AI Pro กับ AI Free!’
ตอบแบบนี้ภาษาบ้าน ๆ เขาเรียกว่า "No สน No แคร์" -"ไม่สนใจและไม่ใส่ใจ" หรือไม่ยี่หระต่อคำโจมตีใช่หรือไม่?
จากนั้นไม่นานบรรดากูรูในวงการเทคโนโลยีก็ออกมาแสดงความเห็น ถึงโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการสูงถึง 1,621 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องว่า “AI ดีหรือไม่ดี” แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและความไม่โปร่งใสมากกว่าทั้งเรื่องของวงเงินค่อนข้างสูง จึงมีคำถามตามมาทั้งเรื่องของการคำนวณราคากลางอย่างไร ผู้เข้าแข่งขัน เปรียบเทียบราคากับต่างประเทศหรือไม่ และรัฐได้ส่วนลดพิเศษมากน้อยเพียงใด
ตามด้วยภาพสะท้อนให้เห็นอีกว่า นี่คือการให้บริการ ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าสินทรัพย์ เพราะเราเสียเงินไป 1,600 กว่าล้านบาทแต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ AI ไม่ได้เป็นเจ้าของโมเดล และไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีหลักด้วย รวมทั้งยังมีประเด็นคำถามอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะความชัดเจนของผู้ได้ประโยชน์ เลือกอย่างไร คนที่ได้คือกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ และจะมีคนเข้ามาใช้เท่าไหร่
“หลังจบโครงการ จะเพิ่ม Productivity ตามที่รัฐมนตรีดีอี เน้นย้ำ ทั้งของภาครัฐและประชาชนได้จริงหรือไม่และได้เท่าไหร่”
กระแสดาหน้าของบรรดากูรู ที่ออกมาถล่มโครงการนี้ คงทำให้ รมว.ดีอี ได้ตระหนักเพราะน้ำเสียงและท่าทางที่ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.นี้ดูไม่แข็งกร้าวเหมือนวันตอบกระทู้โดยตอบข้อถามนักข่าวถึงโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีการทบทวนใช่หรือไม่ว่าขอรวบรวมข้อมูลก่อน อะไรที่เป็นประโยชน์และทำให้ดีขึ้นก็จะพยายามทำทุกอย่างภายใต้อำนาจที่สามารถทำได้
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าโครงการนี้กำลังเป็นที่จับตาของทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการด้านเทคโนโลยี รวมทั้งสมาคมที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้ง 3 แห่งคือสมาคมไทยไอโอที(IoT) , สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย (TPA) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และภาคประชาชน
อย่างไรก็ดี โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ความจริงแล้วไม่ได้เพิ่งมาอยู่ในสายตาของกูรูด้านเทคฯ เมื่อนายภาวุธ สส.พรรคประชาชน ออกมาตั้งกระทู้ในสภาฯ แต่ความจริงพวกเขาเกาะติดเรื่องนี้จนสามารถรวบรวมหลักฐานที่เปิดออกมาแล้วทำให้รัฐมนตรีดีอี หรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องคิดทบทวนก่อนที่จะนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการนี้และทำให้รัฐสูญเสียมหาศาลจริงหรือไม่?
“กำลังจะมีงานใหญ่ AI EXPO THAILAND ซึ่งเป็นงาน AI ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะพบกับเทคโนโลยี AI ล่าสุดจากผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก ที่จะจัดเดือนตุลาคมนี้ แต่ก่อนจะถึงตุลาฯ จะมีการจัดสัมมนาย่อยในทุก ๆ เดือนที่เกี่ยวข้องกับ AI”
โดยในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดสัมมนาชื่อ AI Meetup Bankok -Road to AI Expo 2026 หัวข้อ AI Tools มีผู้เข้าร่วมงานสัมมนากว่า 100 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนเป็น Deep Tech (Deep Technology) ทั้งปัญญาประดิษฐ์ AI และแมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning : ML) ในวันนั้นมีผู้ร่วมสัมมนา ได้ยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการรัฐขึ้นมาถามเพื่อระดมสมองในที่ประชุมว่า เราจะหาเทคโนโลยี AI เพื่อทำให้ต้นทุนในการทำโครงการขนาดใหญ่ให้ต่ำลงได้อย่างไร เพราะโครงการนี้ต้องการกระจายสิทธิ์ให้คนใช้มากที่สุดถึง 5 ล้านคน
“คนที่ตั้งคำถามชวนให้คิด ก็ขยายความอีกว่า เป็นงานภาครัฐต้องการแจก AI ใช้งบ 1,600 ล้านบาท ในช่วงที่มีการแสดงความเห็นนั้นทั้งคนที่ตั้งคำถามและผู้แสดงความเห็นจะไปในทิศทางว่าโครงการนี้ใช้งบสูงเกินไป น่าจะไม่โปร่งใส แต่ก็ไม่ได้ใช้คำว่าทุจริต ประโยชน์ที่ประเทศจะได้อยู่ตรงไหนเพราะมันคือการใช้บริการ ไม่ใช่เป็นการสร้าง AI ของไทยขึ้นมาใช้ และยังมีการพูดคุยกันวงเล็กอีกว่าคนที่จัดทำร่างทีโออาร์เพื่อจัดประมูลก็น่าจะอยู่ในกลุ่ม Deep Tech ในนี้แหละ” แหล่งข่าวด้าน Deep Tech กล่าว
ขณะเดียวกัน Deep Tech ซึ่งทำงานให้องค์กรรัฐ บอกว่าคนทำงานสายเทคฯ มองโครงการ TH-AI Passport หากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องความคุ้มค่า ที่ต้องมาพร้อมกับความโปร่งใส เพื่อนำไปสู่การสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงในทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน พวกเขาอยากจะเลือกสร้าง AI ของไทยเอง เพราะเชื่อว่าดีกว่าการเลือกใช้งบประมาณไปซื้อบริการหรือซื้อสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศ
ปัจจุบัน AI ที่กล่าวถึงกันอยู่นั้น หมายถึง Generic AI Model (หรือ Generative AI) หรือ AI ที่มีความรู้ทั่วไป ถามได้ ตอบได้ มีอยู่หลายโมเดล หลายค่ายเช่น ChatGPT ของ OpenAI , Gemini ของ google อื่น ๆ จากฝั่งตะวันตก เช่น Claude, Grok จากจีนเด่น ๆ ก็มี deepseek, qwen ของพวกนี้เวลาใช้ทำงานทุกค่ายจะให้ใช้ได้ฟรี แต่มีข้อจำกัดประมาณ Limit ขนาดคำถามและคำตอบที่ใช้ได้ต่อวัน ถ้าใช้มากๆ จะไม่พอต้องจ่ายเงินรายเดือนเพื่อซื้อ pro เริ่มที่ประมาณ 20$ ต่อเดือน ซึ่งโครงการของ DE คือซื้อ package pro ให้ 5 ล้าน account เอามาแจก
“แม้จะอยู่สายเทคฯ ก็จริง แต่ที่ใช้ทุกวันนี้ ใช้แบบฟรีก็ยังเพียงพอไม่จำเป็นต้องซื้อ pro ก็ได้ คือถ้าค่ายหนึ่งติด Limit ก็ย้ายไปใช้อีกค่าย แต่ถ้าอยากได้ productivity สูง ๆ ก็ลงทุนซื้อ pro เช่น สั่งให้ทำ software ทั้งระบบ คือต้องเลือกว่าจะใช้ AI ทำแบบไหนให้ประโยชน์กับเรามากที่สุด”
ที่สำคัญผู้ใช้ต้องเข้าใจถึงหัวใจของ Generic AI พวกนี้คือ LLM (large language model) คือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เป็นตัวที่ทำให้ ai เข้าใจภาษามนุษย์ แล้วเอาไปบวกกับฐานข้อมูลความรู้มหาศาลเพื่อให้เข้าใจและแปลภาษาสรุปออกมาเป็นภาษาที่มนุษย์เข้าใจหรือเป็นการสร้างข้อความใหม่ที่มีความสละสลวยเหมือนมนุษย์เขียนขึ้นเอง
“AI Model พวกนี้ต้นทุนหลักนอกจากเรื่องการวิจัยพัฒนาแล้วก็คือ ค่าไฟ และค่าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้รันมัน เลยต้องมาคิดค่าใช้จ่ายแพง ๆ กับผู้ใช้ ซึ่งเรามี AI Model ที่ฟรี และ OpenSource หลายตัวที่เราสามารถเอาไปใช้หรือต่อยอดสอนให้มันฉลาดขึ้นในความรู้เฉพาะด้านแค่เราหาเครื่อง หาไฟมารันเอง (ที่บ้านก็ได้)”
กูรูสายเทคฯ บอกอีกว่า AI Model ของไทยส่วนใหญ่ก็ต่อยอดมาจาก Model ฟรีเหล่านั้น ได้แก่ Pathumma LLM : ปทุมมา แอลแอลเอ็ม ของ NECTEC (เนคเทค) หรือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ก็พัฒนามาจาก QWEN ของจีน typhoon ของ scb น่าจะพัฒนามาจากโมเดลฝั่งตะวันตก การพัฒนาต่อนี้เรียกว่า fine-tuning คือเอามาสอนให้รู้จักบริบทของไทย ภาษา องค์ความรู้ให้เด่นกว่าของเดิมยิ่งขึ้น (เอามารันให้บริการเฉยๆ ของเดิมก็เก่งมากแล้ว แต่มาปรับภาษาให้ดีขึ้นเหมาะกับคนไทย)
“Pathumma LLM คือเทคโนโลยีพัฒนา AI ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย ซึ่งยุคที่ AI กำลังเติบโต ปทุมมาของเนคเทค ถือเป็นก้าวสำคัญของ AI สัญญาติไทย ที่ถูกออกแบบให้รองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ เช่นข้อความ เสียง ภาพ พร้อมความเชี่ยวชาญในการเข้าใจภาษาไทยและบริบทของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง”
ประเด็นสำคัญ AI ไทย ต้องใช้ทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นทุนเรื่องค่าไฟ และ super computer ยิ่งมีมากเท่าไร model ยิ่งฉลาดและใช้ประโยชน์ได้มาก โดย สวทช.มีเครื่อง super computer อยู่แล้ว เคยเป็นเครื่องที่เร็วที่สุดในอาเซียน แต่ปัจจุบันเวียดนาม/สิงคโปร์แซงไปแล้ว โดยใช้งบลงทุนประมาณหลัก 100 ล้านบาท สิ่งที่ได้คือนำไปใช้พัฒนาโมเดลพวกนี้ และใช้งานวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
ดังนั้น AI Model ที่พัฒนาโดยเนคเทคและพันธมิตรปัจจุบันนี้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาทำได้แค่พัฒนาโมเดล แต่การให้ประชาชนใช้บริการยังได้จำกัดอยู่ คือถ้าจะให้ใช้ได้ทั้งประเทศจะต้องมีงบสำหรับลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Centers) และเครือข่ายประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการทำงานของ AI รวมทั้งงบประมาณเรื่องค่าไฟให้เพียงพอ
“ทุกวันนี้เนคเทค สวทช.เลยใช้รูปแบบว่าให้เอกชนนำไปต่อยอดและลงทุน data center ดังกล่าวเอง และรัฐบาลก็ควรส่งเสริม เพราะถ้าจะให้คนไทยได้ใช้ AI เพื่อประกอบการในอาชีพได้ทั้งประเทศ โดยใช้ AI ของต่างชาตินั้น บอกได้เลยยังไม่เก่งเท่า AI ของไทยที่เราทำขึ้นมาเองได้”
เพียงแต่รัฐบาลต้องลงทุนซึ่งมีทั้งทีมนักวิจัย พัฒนา Data Center ทุน Startup AI พัฒนาเป็น Localized ยกระดับความรู้ท้องถิ่นแล้วนำมา fine-tuning เพื่อปรับพฤติกรรม เพิ่มทักษะเฉพาะด้าน และทำให้โมเดลตอบสนองได้ตรงบริบทการใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสม หากรัฐส่งเสริมการสร้าง AI ไทยและลดการซื้อบริการ AI ต่างประเทศ ในที่สุดก็จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาวได้จริง
กูรูเทคฯ ย้ำว่า รัฐบาลควรปรับแผน โครงการ TH-AI Passport ให้หันมาเน้นการลงทุนสร้าง AI ไทย ซึ่งเป็นการใช้บริบทไทย ข้อมูลไทย ทำให้องค์ความรู้ที่เป็นรากเหง้า ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยจริง ๆ หรือกฎหมาย ระเบียบ เรื่องของวิทยาศาสตร์ ด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร เป็นต้น จะได้ไม่รั่วไหล เพราะยุคนี้เราใช้ AI Model เป็น Knowledge Base ของประเทศไทย ส่วนพวกที่ต้องการซื้อบริการ AI ของต่างชาติในระดับ PRO ที่เน้นใช้ในงานธุรกิจ วิศวกรรม ประเภทนี้กลุ่มคนที่ใช้จริง ๆ เขามีเงินลงทุนจ่ายเองได้อยู่แล้ว
ส่วนคนที่ยังใช้ AI ฟรี ทั้งจาก ChatGPT ของ OpenAI, Gemini หรือค่ายอื่น ๆ ก็ยังคงใช้ฟรีต่อไป เพื่อนำเงินโครงการมาสร้าง AI Model ไทย นั่นคือสินทรัพย์ที่ดีของประเทศไทยนั่นเอง
สิ่งสำคัญที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และ รมว.ดีอี ต้องตระหนักคือ ประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาก AI ไม่ใช่ประเทศที่ใช้ ‘ AI เก่ง’ แต่เป็นประเทศที่สร้าง AI ของตัวเองได้ ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ สิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ กำลังแข่งขันกันเรื่อง AI เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลไทยก็ควรหันมาลงทุนสร้าง AI Model ไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการพัฒนาประเทศในอนาคตได้แล้ว !
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j


