xs
xsm
sm
md
lg

‘สุริยะใส’ ชี้ 7 เงื่อนไขเข้าสู่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ แนะ ‘อนุทิน’ สกัดหวั่นเกิดบุฟเฟต์คาบิเนต !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ระบอบสีน้ำเงิน ในวันนี้ยังเป็นแค่เรื่องน่าห่วงเมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของ ‘ระบอบ’ มีเพียง 4 ใน 7 ข้อที่ส่อแวว แจงหากนายกฯ อนุทิน ไม่ยับยั้ง ปล่อยให้เกิดเหมือนระบอบทักษิณ มีโอกาสนำไปสู่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เต็มรูปแบบ ทั้ง ‘การกินรวบ-ผูกขาด -เผด็จการรัฐสภา’ตามด้วย บุฟเฟต์คาบิเนต หรือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ผุดขึ้นมา หวั่นถึงวันนั้นมวลชนมีโอกาสลุกฮือได้ แนะฝ่ายค้านต้องเป็นเอกภาพ จับมือให้แน่น รัฐบาลเหนื่อยแน่

การออกมาเปิดแนวรบของหัวหน้าเท้ง ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเยนต์ของระบอบสีน้ำเงินซึ่งมีเครือข่ายอำนาจเชื่อมโยงกับองค์กรอิสระต่าง ๆ และสมาชิกวุฒิสภา ส่งผลให้อุณหภูมิทางการเมืองเข้าสู่จุดเดือดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการออกมาเปิดหน้าแถลงตอบโต้ของ สว.89 คนยืนยันว่าไม่ได้เป็นนอมินีของใคร มีความเป็นอิสระ 100% ล้วนมาจากกระบวนการเลือกกันเองตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับประณามหัวหน้าเท้ง ว่าให้ร้ายและบ่อนทำลายสถาบันวุฒิสภา โดยยื่นคำขาดให้ขอโทษภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงขององค์กร

ไม่เพียงเท่านั้น หัวหน้าเท้ง ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ-Natthaphong Ruengpanyawut ซึ่งมีทั้งคลิปเสียงที่พูดถึงภายใต้ของระบอบการเมืองสีน้ำเงินนี้ ศาล รธน.องค์กรอิสระ และวุฒิสภา ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย...........และนำไปสู่การกินรวบประเทศทั้งทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ

ตามด้วยการออกมาให้สัมภาษณ์นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กรณีนี้ว่าการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเยนต์ทั้งนั้น เป็นเอเยนต์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามา เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ก็เป็นเอเยนต์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามา เพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน

“เรื่องระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรคภูมิใจไทยมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ และพวกเราก็ถูกเรียกว่า พรรคสีน้ำเงิน”

ที่สำคัญการตอบกลับของนายภราดร ต้องบอกว่า ‘แสบเข้าไปถึงทรวง’ ว่าพรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ซึ่งเป็นพรรคที่มีเพียง 70 เสียงได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตาม MOA ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และพรรคก็เติบโตขึ้นจนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียงตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

ทว่าการจุดพลุ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ของหัวหน้าเท้ง ได้สร้างความสนใจให้กับผู้คนในสังคมและคอการเมืองซึ่งมีทั้งคนที่ ‘เชื่อและไม่เชื่อ’ ว่า ระบอบสีน้ำเงินมี ‘จริงหรือไม่จริง’ และกำลังเติบโตจนทำให้คนเริ่มหวนไปคิดถึง ‘ระบอบทักษิณ’ในอดีต แล้วคุณล่ะเชื่อว่าระบอบสีน้ำเงินมีจริงหรือไม่? และอะไรคือองค์ประกอบสำคัญของคำว่า ‘ระบอบ’ และถ้ามันเติบโตจนเต็มรูปแบบเราคงได้เห็นมวลชนออกมายึดถนนขับไล่อีกหรือไม่!?



‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคประชาชน
รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเป็นหนึ่งในอดีตแกนนำและเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งนำมวลชนขับไล่ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากจะมองว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’มีจริงหรือไม่ ก็อยากให้สังคมเข้าใจคำว่าระบอบ ต้องมีองค์ประกอบเฉพาะดังนี้

1.ในระบบรัฐสภาต้องกุมเสียงข้างมากได้ทั้งสภาบน (วุฒิสภา : ส.ว.) และสภาล่าง (สส.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลักได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2.มีความใกล้ชิดองค์กรอิสระต่าง ๆ

3.ใช้ทุนธุรกิจทางการเมือง (ธนกิจการเมือง) เข้ามาสนับสนุน (back up) นั่นหมายถึงการที่กลุ่มทุนหรือนักธุรกิจผสานผลประโยชน์เข้ากับอำนาจรัฐ เพื่อใช้การเมืองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางธุรกิจ และใช้สายสัมพันธ์ทางธุรกิจมาหล่อเลี้ยงพรรคการเมือง

4. การใช้อำนาจนิยม ไปในลักษณะเผด็จการ

5. ควบคุมสื่อมวลชน ทั้งวิธีแทรกแซง แทรกซึม และแทรกซื้อ

6.ธุรกิจทางการเมือง เป็นที่มาทำให้เกิดการคอร์รัปชันในรัฐบาล

7.กองทัพ ถูกแทรกแซงหรือไม่?

“ทั้ง 7 ข้อคือองค์ประกอบที่พูดถึงคำว่าระบอบซึ่งในสมัยระบอบทักษิณเราต้องเผชิญอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์แบบนี้”

สำหรับระบอบสีน้ำเงินที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน ก็มีลักษณะเข้าองค์ประกอบโดยเฉพาะข้อที่ 1-4 เพียงแต่ว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขเต็มรูปแบบ 100% แต่มีการกระทำในระดับที่เกิน 50-60% ไปแล้ว ซึ่งในอนาคตอาจจะไปถึงขั้นเต็มรูป100% เหมือนระบอบทักษิณ ถ้านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเครือข่ายของอำนาจชุดนี้ไม่ระมัดระวัง หรือไม่ยับยั้งชั่งใจและรับฟังความคิดเห็นของสังคมของประชาชนให้มากกว่านี้


รศ.ดร.สุริยะใส บอกว่า ส่วนตัวมองว่าตัวแปรที่ทำให้รัฐบาลอนุทิน ยังไม่เข้าองค์ประกอบที่จะเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ นั้น อยู่ตรงข้อที่5 คือการควบคุมสื่อมวลชน ทั้งวิธีแทรกแซง แทรกซึม และแทรกซื้อ เมื่อเทียบกับระบอบทักษิณขณะนั้นสื่อโซเชียล ยังไม่เกิดและยังไม่มีพลัง แต่ในยุครัฐบาลอนุทิน หากจะคิดเข้าคุมสื่อรัฐแทบไม่มีความหมาย เนื่องจากมีสื่อโซเชียลเกิดขึ้นมากมายและรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ ซึ่งทำให้การตรวจสอบรัฐบาลแม้จะทำได้ค่อนข้างยากในกลไกปกติทั้งองค์กรอิสระ และรัฐสภาก็ตาม แต่การตรวจสอบของภาคประชาสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงเข้มข้นกว่าสมัยนายทักษิณ ชินวัตร

“ยุคนี้การตรวจสอบจากภาคประชาสังคม สื่อมวลชนเข้มข้นกว่าสมัยคุณทักษิณ ตรงนี้ยังมองเป็นประเด็นชี้ขาดเพราะผมคิดว่ายังเทียบกับระบอบทักษิณไม่ได้”

ส่วนสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลภูมิใจไทย ก็คือเรื่องของระบบรัฐสภาทั้งสภาสูงและสภาล่างที่ถูกนำไปเทียบเคียงกับระบอบทักษิณ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสังคมรับรู้ตรงนี้คือประเด็นของการปูทางไปสู่ระบอบสีน้ำเงินที่เป็นจริงในอนาคตได้ เพราะการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ไร้การตรวจสอบในระบบปกติ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย อาจทำให้ผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลเกิดความย่ามใจได้เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ จึงได้แต่คาดหวังว่านายกฯ อนุทิน จะหันไปมองระบอบทักษิณ แล้วยึดเป็นอุทาหรณ์คอยเตือนว่า ‘อย่าหาทำ’

“ยังเชื่อการตรวจสอบในยุคนี้ สื่อโซเชียลมีพลังมาก ต่อให้เขาพยายามคุมอย่างไรก็ตาม แต่การตรวจสอบยังทำได้อยู่ ยังไม่ถึงขึ้นไร้การตรวจสอบ แม้ว่ากลไกในสภาจะทำงานยากก็จริง แต่การตรวจสอบแม้ฝ่ายค้านเสียงเดียวหรือสองเสียงก็ยังมีพลังมาก เพราะเล่นกับสื่อได้ ให้ไปดูกรณีของเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แม้จะแค่เสียงเดียวยังลุยเรื่องเขากระโดงได้”

ดังนั้นถ้าฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหากเล่นกับสื่อได้ เมื่อพูดในสภาไม่มีใครฟังแต่เมื่อประชาชนฟังเวลาพูดผ่านโซเชียลก็ยังมีทางออก ซึ่งในยุครัฐบาลทักษิณ ถ้าพรรคไหนมีเพียงเสียงเดียวก็ต้องบอกว่า ไร้ความหมาย แต่ปัจจุบันแม้จะมีเสียงเดียวในสภาก็มีความหมายได้ เพราะพลังโซเชียล รัฐบาลก็คุมไม่ได้ ไม่มีทางคุมได้ ซึ่งรูหายใจเดียวที่จะทำให้ ‘ระบอบ’มันเกิดขึ้นยากหรือเกิดขึ้นไม่ได้ ก็เพราะพลังของโซเชียล เป็นนิวมีเดีย เป็นสื่อใหม่ที่ทรงพลัง



รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
ในประเด็นความใกล้ชิดกับองค์กรอิสระ รศ.ดร.สุริยะใส ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าห่วงจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ปปง.หรือศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับองค์กรอิสระดังกล่าวที่ผ่านมา ทั้ง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีบางเรื่องที่วินิจฉัย ตามที่รัฐบาลอยากให้เป็นหรือไม่ หรือเป็นคุณกับฝ่ายค้าน เช่น ศาลพิจารณาคดีนักการเมืองพรรคส้มโดนแน่ คดี 112 พรรคส้มต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ศาลฯ ก็พิจารณาให้นักการเมืองปฏิบัติหน้าที่ต่อ ทั้งที่สถานการณ์ช่วงนั้น มีการฟันธงไว้ว่า โดนแน่ 19 สส. บัญชีรายชื่อพรรคส้ม

หรือกรณีนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร สถานการณ์เวลานั้นกระแสข่าวก็ถูกโยงไปว่า สีแดง จับมือกับ สีน้ำเงินกันแล้ว แต่สุดท้ายศาลตัดสินกระทำผิดมาตรฐานทางด้านจริยธรรมตกเก้าอี้ทั้งคู่

“วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะจับจิ๊กซอว์ ด้วยการรวบเอาองค์อำนาจต่างๆ มาอยู่ในชุดความคิดที่ว่านี่คือระบอบสีน้ำเงิน คือ ในความเห็นผมว่าเร็วไปแต่มีโอกาสไปสู่ระบอบสีน้ำเงินได้แน่ ถ้ารัฐบาลไม่ถอดบทเรียนในอดีต”

อย่างไรก็ดี ทั้ง 7 องค์ประกอบต้องควบคุมหรือครอบได้ 100% จึงจะอยู่ในชุดความคิดที่ว่านี่คือระบอบสีน้ำเงิน!

นอกจากข้อที่ 5 เรื่องการควบคุมสื่อที่ไม่สามารถทำได้แล้วและเชื่อว่าการคุมสื่อจะเกิดขึ้นได้ยากมาก อีกทั้งรัฐบาลอนุทิน ก็ยังไม่ได้ลุกคืบเพื่อคุมเรื่องของกองทัพ เราจะเห็นว่ากองทัพในยุคนี้มีอิสระจากฝ่ายการเมืองมากกว่าในยุครัฐบาลทักษิณ

“ช่วงหลัง ๆ ประชาชนจะรู้สึกไว้วางใจกองทัพมากกว่าในอดีต เพราะกองทัพมีอิสระมากกว่า การเมืองเข้าไปแทรกไม่ได้ รัฐมนตรีกลาโหมก็เป็นทหารแทนที่จะเป็นพลเรือน หลัง ๆ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากองทัพมีอิสระและมีการถ่วงดุลอำนาจกันอยู่”

อีกประเด็นที่สำคัญในการเข้าสู่ระบอบสีน้ำเงินที่ต้องระมัดระวังก็คือ เรื่องธุรกิจทางการเมือง เพราะในยุคระบอบทักษิณตรงนี้นำไปสู่การคอร์รัปชันเชิงนโยบายสูงมาก ซึ่งรัฐบาลอนุทิน จะต้องระมัดระวังเพราะภาพเงาของทุนบางกลุ่มใกล้ชิดกับรัฐบาลนี้อยู่

“สมัยระบอบทักษิณก็มีตัวแทนทุนผูกขาดเข้ามาร่วมรัฐบาล รัฐบาลไทยรักไทยในอดีตชัดเจนมาก ส่งตัวแทนตระกูลใหญ่ๆ มาเป็นรัฐมนตรีเป็นแถว สมัยนี้ ไม่ชัดเท่าตอนนั้น ตัวแทนไม่ถึงขั้นเดินพาเหรดมา เหมือนสมัยไทยรักไทย แต่ในอนาคตคุณอนุทิน อย่าย่ามใจหรือปล่อยให้พาเหรดเข้ามาอาจนำไปสู่ "บุฟเฟต์คาบิเนต" หรือคอร์รัปชันเชิงนโยบายตามมาได้"

คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต บอกอีกว่าภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน ยังไม่ถูกวิจารณ์เรื่องคอร์รัปชันเชิงนโยบาย แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่จะนำไปสู่ระบอบสีน้ำเงินแบบชัดเจน จะมีเรื่องอื่น ๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเช่นกระแสองค์กรอิสระเป็นเป็ดง่อย สื่อมวลชนถูกแทรกแซง แทรกซึมและแทรกซื้อ ถูกควบคุมปิดปาก ขณะที่ภาคประชาสังคมอ่อนแรง ถูกซื้อ ถูกครอบงำ หรือการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการฆ่าตัดตอน อย่างกรณีตากใบ หรือแม้กระทั่งการแทรกแซงในองค์กรอิสระ การเข้าไปจัดโผโยกย้ายในกองทัพ และโผตำรวจ

“เทียบกับยุคทักษิณ เป็นการใช้อำนาจนิยมในลักษณะเผด็จการทั้งการ เข้าไปคุมทั้งกองทัพ ตำรวจ สื่อ ซึ่งไม่ใช่แค่กลไกองค์กรอิสระ และการสร้างเผด็จการรัฐสภา และคุมองค์อำนาจอื่นๆ ด้วย ทั้งการแต่งตั้งโยกย้าย เอาญาติพี่น้อง ผบ.ตร. ผบ.ทบ. ซึ่งในระบอบสีน้ำเงินที่พูด ๆ กัน ยังไม่เห็นการใช้อำนาจตรงนี้”

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ อนุทินไม่ตระหนัก ไม่ควบคุม รวมทั้งยังปล่อยให้องค์ประกอบและพฤติกรรมของ ‘ระบอบ’ ที่นำไปสู่ระบอบสีน้ำเงิน ข้อที่ 1-4 ซึ่งวันนี้ก็อยู่ในระดับ 50-60% รวมไปข้อ 6 เรื่องของธุรกิจทางการเมืองที่จะนำไปสู่การคอร์รัปชันเชิงนโยบายเติบโตขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ชัด ๆ ว่า ระหว่างระบอบทักษิณ กับ ระบอบสีน้ำเงิน ระบอบไหนจะรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่ากัน

“ผมหวังว่านายกฯ อนุทิน จะเอาบทเรียนในอดีตมาใช้กับรัฐบาลชุดนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนสติเพราะสังคมไทยมีบทเรียนหลายครั้งแล้ว และระมัดระวังเรื่องการกินรวบ เรื่องการผูกขาด และระบบเผด็จการรัฐสภา พวกนี้จะเป็นเชื้อให้มวลชนลุกฮือ เพราะเป็นระบอบที่พวกเราไม่ปรารถนา!” รศ.ดร.สุริยะใส ระบุ


ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านก็มีจุดอ่อนตรงไม่เป็นเอกภาพ มีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างฝ่ายค้านด้วยกัน ซึ่งทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชาชน มีลักษณะช่วงชิงความได้เปรียบ ความชอบธรรมทางการเมืองตลอดเวลา ดังนั้นหากพรรคฝ่ายค้านมีเอกภาพจริง ๆ การตรวจสอบจะเข้มกว่านี้ อีกทั้งฝ่ายค้านบางทีไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ที่ต่างกัน หรือมีจุดยืนที่ต่างกัน บางพรรคยังมีความหวังจะเข้าร่วมรัฐบาล จึงทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่เต็มที่

“ฝ่ายรัฐบาล จริงๆ ไม่ได้เบ็ดเสร็จหรอก ที่สำคัญฝ่ายค้านไม่ได้ค้านเบ็ดเสร็จด้วย แต่ละพรรคมีเงื่อนไขเป็นหางว่าว จริงๆ หากฝ่ายค้านทั้งพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชนและอีกหลายพรรค รวมตัวกันจริงๆ ผมว่ารัฐบาลเหนื่อยนะ”

ประเด็นสำคัญการไปกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นระบอบสีน้ำเงิน ก็ต้องย้อนถามฝ่ายค้านว่าได้มองเห็นตรงกันหรือไม่ว่านี่คือระบอบสีน้ำเงิน และลุกขึ้นมาสู้หรือยังมีแต่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน คนเดียวที่พูด วันนี้คงต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อย 5-6 พรรค ว่าจะเอายังไง ซึ่งฝ่ายค้านก็ต้องหันมาวิจารณ์ตัวเองด้วย

“ต้องย้อนกลับไปถามว่า ใครเป็นคนทำคลอดระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพรรคส้มด้วย โทษใครไม่ได้ พรรคส้มจึงต้องวิจารณ์ตัวเองด้วย” รศ.ดร.สุริยะใส กล่าว

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่


Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j