“พล.อ.รังษี” ระบุ รบรอบ 3 “ไทย-กัมพูชา” เกิดแน่ ! เนื่องจาก “สมเด็จฮุน เซน”ต้องการกดดันให้ไทยเปิดด่าน จึงสร้างสถานการณ์ให้เกิดการสู้รบเพื่อดีงไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจา และใช้ความได้เปรียบของ MOU 43 มาต่อรอง แนะ หากเปิดศึกจริง กองทัพไทยต้องบุกเข้ายึดบางส่วนในกัมพูชา เพื่อสร้างอำนาจในการเจรจา เชื่อ จีนไม่หนุนเขมรสู้กับไทย เหตุ ต้องรักษาดุลอำนาจในภูมิภาค ซ้อมรบแค่กระชับสัมพันธ์ทางการทหาร ส่วนเรือพิฆาตซึ่งประจำการที่ฐานทัพเรือเรียม กัมพูชาไม่มีสิทธิแตะ
สถานการณ์ไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากที่ทหารกัมพูชาเปิดปฏิบัติการยั่วยุไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นยิง M79 ใส่ฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะที่ชาวกัมพูชาได้นำรถไถบุกรุกเข้ามาปรับพื้นที่และเตรียมทำนาในเขตที่ดินฝั่งไทยลึกกว่า 10 ไร่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการยั่วยุดังกล่าวอาจนำไปสู่การสู้รบรอบที่ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชา
เหตุใดกัมพูชาจึงต้องการเปิดศึกกับไทย ทั้งที่การรบ 2 ครั้งที่ผ่านมานั้นสิ่งเดียวที่กัมพูชาได้รับคือ“ความสูญเสีย” !!
พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และอดีตที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่กัมพูชากระทำการยั่วยุไทยในหลากหลายรูปแบบก็เพราะต้องการกดดันให้ไทยเข้าสู่การเจรจาภายใต้กรอบ MOU 43 (บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ) เนื่องจากในเงื่อนไขของ MOU 43 ระบุชัดเจนว่าถ้าเกิดการพิพาทในพื้นที่ชายแดนให้เข้าสู่โต๊ะเจรจา กัมพูชาจึงต้องสร้างเหตุการณ์ให้เกิดข้อพิพาทขึ้น ถ้าลองย้อนไปดูการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชารอบที่หนึ่ง และรอบที่สอง จะพบว่าเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาเข้ามาวางทุ่นระเบิด ยิงปืนเล็ก และสุดท้ายก็ยิงอาวุธหนัก แล้วก็เกิดการปะทะกัน เพื่อที่จะดึงไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีกลไกการเจรจาผ่านคณะกรรมการร่วม หรือ JBC อีกทั้ง MOU 43 ยังระบุว่าในการเจรจาปักปันพื้นที่ทางบกให้อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบเพราะแผนที่กัมพูชาจะกินเข้ามาในดินแดนของไทย และหากมีการเจรจาหลังจากเกิดการรบรอบที่สาม กัมพูชาก็จะอาศัยข้อได้เปรียบดังกล่าวเป็นโอกาสในการต่อรองขอให้ไทยเปิดด่าน
“ คือวันนี้ฮุน เซน (ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรักษาการประมุขแห่งรัฐ) มีเงื่อนไขให้เล่นคือ MOU 43 จึงมีการยั่วยุ ทำให้ประชาชนของเราเดือดร้อน มีการยิงปืนเล็กเข้ามา ยิง M79 ใส่บริเวณฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรีย ถ้าไทยยังไม่เจรจาผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันจะใช้อาวุธหนักเพื่อให้เกิดข้อพิพาทและรบกันรอบ 3 เพื่อให้ไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจา ที่ทำทั้งหมดนั้นเหตุผลสำคัญก็คือกัมพูชาต้องการให้ไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เป้าหมายของกัมพูชาคือต้องเปิดด่าน เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจของกัมพูชาตกต่ำมาก ถ้าไทยประกาศเปิดด่าน เศรษฐกิจกัมพูชาจะฟื้นทันที ” พล.อ.รังษี กล่าว
ส่วนที่หลายฝ่ายไม่เข้าใจว่าเหตุใดกัมพูชาจึงยั่วยุไทยทั้งที่ไทยกับกัมพูชาจะมีการเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS กันอยู่แล้วนั้น “พล.อ.รังษี” ชี้แจงว่า UNCLOS หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นการเจรจาที่เกิดขึ้นหลังจากไทยยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นกรอบและกลไกในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขตแดนทางบก ขณะที่การเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้นเกี่ยวเนื่องกับเขตแดนทางบก ซึ่งมีกรอบ MOU 43 ที่กัมพูชาได้เปรียบอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ฮุน เซน กลัวที่สุดก็คือการยกเลิก MOU 43
ถ้าไทยเจรจากับกัมพูชาภายใต้กรอบ MOU 43 ก็จะวนเข้าสู่วงจรเดิมๆ คือถ้ากัมพูชาไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของเขา เขาก็จะละเมิด เหมือนที่เคยละเมิดมาแล้วร้อยกว่าครั้ง จะมีการยั่วยุและสุดท้ายก็จะนำไปสู่การปะทะเพื่อดึงไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจา วนไปวนมาอยู่แบบนี้
“ งานนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครอึดกว่ากัน ถ้าเจรจาแล้วกัมพูชาไม่ได้เปรียบหรือไม้ได้สิ่งที่ต้องการเขาก็จะไม่ปฏิบัติตาม แล้วก็มาก่อกวนให้เกิดการปะทะกันอีก ทุกครั้งที่เจรจา ฮุน เซน ก็จะใช้ MOU 43 ขู่ไทย ” พล.อ.รังษี ระบุ
พล.อ.รังษี ชี้ว่า รัฐบาลไทยควรประกาศยกเลิก MOU 43 และจะมีการเจรจากับกัมพูชาก็ต่อเมื่อกัมพูชายอมใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 เพราะถ้าใช้แผนที่ 1 ต่อ 50,000 การปักปันเขตแดน ไม่ว่าจะใช้ LiDAR (เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลที่ใช้แสงเลเซอร์ในการวัดระยะทาง สร้างแผนที่ และจำลองภาพวัตถุหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวแบบ 3 มิติ) ใช้ GPS (ระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก ทำงานโดยรับสัญญาณจากเครือข่ายดาวเทียมเพื่อคำนวณหาพิกัด) หรือใช้ระบบดาวเทียม ก็ตรงตามความเป็นจริงหมด อีกทั้งยังเป็นมาตราส่วนที่นานาประเทศทั่วโลกใช้ในการปักปันเขตแดน
ที่เกรงกันว่าในการเจรจากับกัมพูชานั้นกัมพูชาอาจดึงประเทศที่ 3 หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชาเข้ามา ทำให้ประเทศไทยจะเสียเปรียบนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องของการปักปันเขตแดนระหว่างสองประเทศที่อยู่ติดกัน เป็นข้อพิพาทชายแดน ไม่ใช่เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ย
“ การที่กัมพูชาจะใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 เป็นเรื่องที่ทั่วโลกฟังแล้วเขาหัวเราะนะ ไม่มีประเทศไหนใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ในการปักปันเขตแดน ทั่วโลกเขาใช้ 1 ต่อ 50,000 กัมพูชาจะมาอ้างอิทธิพลของฝรั่งเศสที่เข้ามาในยุคล่าอาณานิคมไม่ได้ มันหมดยุคนั้นไปนานแล้ว ถ้าไม่ยอมใช้แผนที่ 1 ต่อ 50,000 ก็ไม่ต้องเจรจาเพราะเงื่อนไขของไทยมันคือเงื่อนไขของความถูกต้องชอบธรรม เป็นแผนที่ที่เป็นมาตรฐานโลก ” พล.อ.รังษี กล่าว
ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะซ้อมรบกับจีน ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าจีนอาจจะสนับสนุนกัมพูชาในการสู้รบกับไทยเนื่องจากหลังการซ้อมรบกองทัพของจีนจะทิ้งอาวุธที่ใช้ในการฝึกซ้อมไว้ให้กัมพูชานั้น “พล.อ.รังษี” ประเมินว่า เชื่อว่าจีนไม่ยอมเสียทั้งไทยและกัมพูชา จึงไม่มีทางที่จีนจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน พูดเสมอว่าอยากให้ไทยกับกัมพูชาเจรจากันแบบทวิภาคี การที่กลัวว่าจีนจะสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชาใช้โจมตีไทยนั้นโอกาสเป็นไปได้น้อยมากเพราะปัจจุบันจีนก็ดำเนินการหลายอย่างเพื่อคานอำนาจสหรัฐอเมริกา ถ้าจีนสนับสนุนกัมพูชาให้รุกรานไทยก็จะทำให้ไทยต้องแก้เกมด้วยการยอมให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพ จีนก็เดือดร้อน ดังนั้นจีนไม่ทำหรอก จีนวางบทบาทเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคแถบนี้ เขาจะไม่ยอมให้อเมริกาเข้ามามีอิทธิพลหรอก
การที่จีนซ้อมรบกับกัมพูชานั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทหาร ซึ่งเป็นเรื่องปกติ กองทัพอากาศของไทยก็ซ้อมรบกับจีน ขณะเดียวกันไทยก็ซ้อมรบกับอเมริกาภายใต้ชื่อคอบร้าโกลด์ ที่จริงแล้วจีนก็อยากซ้อมรบกับไทยแบบเต็มรูปแบบทั้ง 3 เหล่าทัพ แต่ไทยไม่กล้าเพราะกลัวอเมริกาไม่พอใจ หลายคนอาจไม่รู้ว่าสถานะของไทยกับกัมพูชาในสายตาของจีนนั้นแตกต่างกัน จีนมองไทยเป็นมิตรประเทศ แต่มองกัมพูชาเป็นลูกไล่
“ จีนจะไม่ยอมเข้าข้างใดประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าไทยหรือกัมพูชา แต่จะพยายามประสานให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกัน ไม่ได้แปลว่าจีนซ้อมรบกับกัมพูชาแล้วจีนจะมาช่วยกัมพูชารบกับไทย เรือคอร์เวต Type 056 ที่จีนมอบให้กัมพูชา 2 ลำ (เรือคอร์เวตมาประจำการที่ฐานทัพเรือเรียมเมื่อ เม.ย.2569 แล้ว 1 ลำ และคาดว่าอีกลำจะส่งมอบได้ในเดือน มิ.ย.นี้) นั้นก็เพื่อต้องการป้องกันในกรณีที่อเมริกามาปิดช่องแคบมะละกา จีนก็ยังมีอาวุธที่จะตอบโต้อเมริกาได้ ผมไม่เชื่อว่าจีนจะยกเรือรบสองลำนี้ให้เขมร เพราะจีนก็ส่งหน่วย PLA ของเขาเข้ามาดูแลฐานทัพเรือเรียม โดยที่ทหารกัมพูชาไม่มีสิทธิเข้าไป ถือเป็นสิทธิขาดของจีน ก็เหมือนเมื่อครั้งที่อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งทหารไทยก็เข้าไปไม่ได้ ส่วนอาวุธที่จีนจะทิ้งไว้ให้กัมพูชาหลังเสร็จการซ้อมรบก็ต้องดูว่าเป็นอาวุธอะไร ที่ผ่านมาจีนก็ขายอาวุธให้กัมพูชา รวมถึงขายให้ไทยด้วย ที่สำคัญศักยภาพการรบของไทยเหนือกว่ากัมพูชาหลายสิบเท่า แต่ที่กัมพูชากล้าเหิมเกริมกับเราเพราะมีคนที่มีอำนาจในไทยรู้เห็นเป็นใจกับมันเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ ” พล.อ.รังษี ระบุ
พล.อ.รังษี กล่าวต่อว่า โอกาสที่ไทยกับกัมพูชาจะเกิดการสู้รบรอบที่ 3 นั้นมีสูงมาก เนื่องจากฮุน เซน ไม่มีทางเลือก เขาต้องการเปิดศึกเพื่อดึงไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อกดดันให้ไทยยอมเปิดด่าน แต่ถ้าไทยเปิดด่านก็เท่ากับเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กัมพูชามีกำลังมากขึ้นและกลับมารุกรานไทยอีก เพราะถ้ามีการเปิดด่าน การค้าชายแดนกลับมา การท่องเที่ยวของกัมพูชากลับมา กัมพูชาก็จะมีรายได้จากการซื้อขายสินค้าและการท่องเที่ยว แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลก็จะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศไทย บ่อนกาสิโนจะมีรายได้จากนักพนัน ขณะที่แก๊งสแกมเมอร์ต่างๆก็จะกลับมาทำหากินได้เหมือนเดิม ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจของกัมพูชาฟื้นตัว เมื่อเศรษฐกิจดี รัฐบาลกัมพูชามีเงินซื้ออาวุธ คิดหรือว่าเขาจะไม่กลับมาเล่นงานไทยเหมือนที่ผ่านมา
พล.อ.รังษี แสดงความเห็นว่า สิ่งที่ไทยต้องทำนับจากนี้มี 2 เรื่อง คือ
1. ในด้านการทูตนั้นไทยต้องสร้างสมดุลทางยุทธศาสตร์ ไทยไม่สามารถเข้าข้างจีนหรืออเมริกาได้เพราะทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจที่มีศักยภาพเหนือกว่าไทยมาก เราต้องไม่เอียงเข้าข้างจีนหรืออเมริกาจนออกหน้าออกตา จนทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งมองไทยเป็นศัตรู ถ้าเราไม่สร้างความบาดหมางทั้งกับจีนและอเมริกา เขาก็ไม่ยุ่งกับเราอยู่แล้ว
2. ทางด้านการทหาร ถ้ากัมพูชาละเมิดไทย เราก็ต้องตอบโต้กลับ ถ้าทหารกัมพูชายิง BM-21 หรือจรวด PHL‑03 เข้ามา ศึกครั้งนี้ไทยต้องรบออกนอกประเทศ เพราะการรบในประเทศจะทำให้ประชาชนของเราเดือดร้อน บ้านเรือนเสียหาย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ไทยต้องยืนอยู่บนจุดยืนเดิมคือไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาแรงมาก็แรงกลับ ส่วนที่ชาวบ้านกัมพูชาเริ่มรุกเข้ามาทำการเกษตรในพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะที่บริเวณบ้านหนองจานนั้น ทหารไทยก็แค่ขับไล่ออกไป
“ ถ้ากัมพูชารุกรานเราก่อน ยิงเข้ามาทำให้ประชาชนของเราบาดเจ็บล้มตาย ไทยก็มีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังทหารรุกเข้าไปในกัมพูชา จะเห็นได้ว่าในการทำสงครามหลายๆประเทศต่างก็รุกออกนอกประเทศกันทั้งนั้น ส่วนจะดำเนินการจุดไหนบ้างนั้นผมเชื่อว่าทางกองทัพเขามาร์คพิกัดไว้หมดแล้ว เมื่อยึดแล้วเราต้องได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา ถ้ากัมพูชาจะคุยเรื่องเปิดด่าน ก็ต้องทำการปักปันพื้นที่ทางทะเลและปักปันพื้นที่ทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อยก่อน ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็คุย แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วจำเป็นต้องรบก็รบกัน ” พล.อ.รังษี กล่าว


